จะดีใจหรือเศร้าใจดี

posted on 01 Oct 2009 14:20 by dhamweb  in charity

มีเรื่องมาให้วุ่นวายใจ สับสนเล็กน้อย ไม่รู้จะดีใจ หรือจะเศร้าใจดี ช่วงนี้ห่างหายไปจากเอกซ์ทีนหลายวัน เพราะมัวไปทำเว็บไซต์อยู่หลายเว็บ ( แต่แน่นอนว่าพบกันได้ที่ทวีตภพ - ใครไม่ใช้ทวิตเตอร์คงงงว่าอะไรทวีตภพ ) เลยตกข่าวที่ท่านเชอร์รี่ได้โพสไว้ที่นี่ ไม่ทราบว่าเกิดเหตุใหญ่หลวงที่โรงเรียนห้วยแม่กองก้าด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

เส้นทางแถบนั้นเคยไปกับคณะสร้างทานบารมีแบ่งปันความสุขจากชาวเราสู่ชาวเขา ตามรายละเอียดทีหน้า บินเดี่ยวไปกับสายลม ลองดูเส้นทางไปที่โรงเรียนสักหน่อย ( นำมาจากบล็อกท่านเชอร์รี่ )

จะเห็นว่าโรงเรียนนั้นอยู่ในหุบ น้ำป่ามาพร้อมด้วยซุงก็ไม่เหลือ ข้าวของเสียหายหมด

 

เมื่อสักครู่โทรหาหลวงลุงสุพล เลขาเจ้าคณะอำเภอ ท่านว่ามีตายด้วย ๑ ศพ ยิ่งไปกันใหญ่ ได้ยินแล้วก็พาให้เศร้าใจครับ

ส่วนที่ว่าดีใจ คือดีใจได้สร้างทานอีกแล้ว ถ้าเราจะสร้างทานแต่ไม่มีผู้รับ ทานมันไม่สำเร็จครับ ทานจะสำเร็จได้ต้องพร้อมด้วยองค์ประกอบคือ

  1. ผู้ให้ ( เจตนา )
  2. วัตถุทาน ( สิ่งของ หรือไม่ใช่สิ่งของก็ได้ )
  3. ผู้รับ

ขาดไปอย่างทานก็ไม่สำเร็จครับ

วันนี้ได้จัดการโอนเงินไปให้หลวงลุงสุพล ๒๓,๐๐๐.- ( สองหมื่นสามพันบาท - หุ้นกันทั้งพระทั้งโยม ) เพื่อ ๑. ช่วยเหลือหมู่บ้านห้วยแม่กองก้าด ๒ หมื่น  ๒. ร่วมอนุโมทนากฐินวัดจอมทอง อ.แม่สะเรียง ๓ พันบาท ( นี่ก็หุ้นกันทั้งพระทั้งโยมเช่นเคย ) ตามใบโอนนี้

ขอทุกท่านโปรดอนุโมทนาส่วนใครต้องการให้ความช่วยเหลือทางโรงเรียน และหมู่บ้านห้วยแม่กองก้าด สามารถนำสิ่งของมาบริจาคได้ที่

  • กุฏิหลวงพ่อบุญเลิศ วัดท่าพระ หรือ
  • ชั้น ๒ อาคารหอประชุมพระเทพศีลวิสุทธิ์ วัดราชสิทธาราม
  • หรือสามารถโอนเงิน เข้าบัญชีเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน สาขาท่าพระ หมายเลขบัญชี 01-0115-20-080546-0 ชื่อบัญชีพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร (บัญชีช่วยชาวเขา)
  • หรือถ้าไม่สะดวก ธ.ออมสิน บริจาคได้ที่บัญชีเดิม บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้โลตัส เอกมัย-รามอินทรา หมายเลขบัญชี 065-0-21185-7 ชื่อบัญชี น.ส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์
  • โอนแล้วกรุณาโทร หรือ sms แจ้งรายละเอียดที่เบอร์ 083-713-1473
  • แต่ดีที่สุดคือ โอนเงินเข้าบัญชีเงินบริจาคโรงเรียนบ้านห้วยกองก้าดได้โดยตรง หมายเลขบัญชี 509-0-26116-4 ธ.กรุงไทยสาขาแม่สะเรียง


สอบถามความต้องการเบื้องต้นแล้ว ได้แก่

  1. เสื้อผ้า/น่าจักเป็นพวกชุดนักเรียน (เด็กนักเรียนเก็บเสื้อผ้าไว้ที่โรงเรียน)
  2. รองเท้า/ถุงเท้านักเรียน
  3. เครื่องครัว (โรงเรียนทำอาหารกลางวันให้เด็กด้วย) และอาหารแห้ง
  4. เครื่องเขียน สื่อการเรียนการสอนเครื่องอุปโภคบริโภคอื่น ๆ 

พิมพ์ไปพิมพ์มา ไม่ดีใจ ไม่เศร้าใจแล้ว เรื่องธรรมดาเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรยั่งยืน ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป

บุญรักษาครับ

 

 

 

มีกิจกรรมดี ๆ ระดับโลกมาชักชวนให้ชาวเอกซ์ทีนได้เข้าร่วมครับ กิจกรรม Blog Action Day 2009 นี้จัดเป็นครั้งแรก เมื่อ 15 ตุลาคม 2550 โดย Collis & Cyan Ta'eed บล็อกเกอร์ทั่วโลก ต่างพร้อมใจกันเขียน พร้อมใจกันวาดเรื่องต่างความคิด ต่างมุมมอง แต่มีหัวข้อเดียวกันคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม

15 ตุลาคม 2551 มีบล็อกเกอร์เข้าร่วมประมาณ 12,000 คน และเป็นปีแรกที่บล็อกสายลมแห่งปัญญานี้ได้ร่วมคิด ร่วมเขียนในหัวข้อ "ความยากจน" เรื่องที่เขียนคือ how to แก้จน : พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ : This entry is a part of the Blog Action Day 2008.  ซึ่งเป็นเอนทรี่แรกที่ได้ hot! ขึ้นไปแสดงตัวอยู่หน้าแรกของเอกซ์ทีนด้วย

15 ตุลาคม 2552 ปีนี้หัวข้อที่ได้รับการโหวตจากทั่วโลก และเป็นหัวข้อที่เราจะเขียนกันคือ Climate Change หรือการเปลี่ยแปลงภูมิอากาศ นับเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะทุกวันนี้เราต่างทราบกันดีถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน สภาพอากาศที่วิปริตย่อมส่งผลต่อทุกชีวิตทั่วโลก

การเขียนบล็อกของบล็อกเกอร์คนเดียว อาจไม่ยิ่งใหญ่ ไม่มีผลใด ๆ แต่ถ้าเป็นทั่วโลก บล็อกเกอร์เป็นหมื่น ผู้อ่านหลายล้านคน ย่อมมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นในสังคมโลกอย่างแน่นอน

อ่านมาถึงตอนนี้ถ้าสนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเป็นสถิติได้ที่ http://blogactionday.org/en/blogs/new หรือหากต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมลองไปดูที่เว็บไซต์ http://blogactionday.org นอกจากนั้นยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางทวิตเตอร์ http://twitter.com/blogactionday 

ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลในการลงทะเบียน ไม่เสียเงิน ไม่มีสแปมเมลรบกวน ลงแล้วไม่เขียนก็ยังได้ ( แต่เขียนดีกว่า ) และจะนำเสนออย่างใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นบทความ จะวาดการ์ตูน จะทำ animation หรือจะเป็นภาพถ่าย ได้ทั้งนั้น ขอให้อยู่ใน ธีมเดียวกัน คือ Climate change 

หากเห็นว่า Blog Action Day 2009 เป็นเรื่องดีมีประโยชน์ อยากช่วยประชาสัมพันธ์ มีแจกแบนเนอร์ให้ช่วยกันแปะ ช่วยกันติด รับโค้ดได้ที่ http://blogactionday.org/badges/en# เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ ส่วนอีกวิธีก็คือช่วยกันดันเอนทรี่นี้ขึ้นหน้าแรกกันอีกทีครับ

บุญรักษาครับ

เนื่องจากเอนทรี่นี้ โยมสีนิมนต์ให้ออกความเห็น ใคร่ครวญแล้ว เห็นว่ายาวแน่ ๆ ขอยกมาเป็นเอนทรี่ใหม่เลยแล้วกัน และขอยกข้อความมาไว้ที่นี่ดังนี้ ( สีน้ำเงิน คือข้อความของโยมสี )

ได้รับด้านล่างนี้จาก fw mail

ก่อนอื่นขอบอกว่านี่เป็นเรื่องจริงนะคะ ผู้ที่ต้องการรถเข็นสามารถติดต่อไปที่สมาคมคนพิการ หรือสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวได้เลย 
 
แต่เห็นอัพอย่างนี้ เรื่องรถเข็นไม่ใช่ประเด็นหลัก
 
เนื่องจากช่วงนี้สีฯทำงานข่าวเรื่องคนพิการ แล้วได้ยินคำพูดย้ำๆอยู่บ่อยๆว่า
"สังคมยังมองเรื่องปัญหาคนพิการในมุมมองเวทนานิยม"
 
คือมองว่าการแก้ปัญหาเรื่องคนพิการเป็นการสงเคราะห์ หรือว่า "ทำบุญ"
 
ไม่ได้จะบอกว่าทำบุญไม่ดี แต่สิ่งที่มันกลายเป็นออกมาคือ ความรู้สึกที่ว่า จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
แล้วกลายเป็นมองว่า"ทุกเรื่อง" ที่เกี่ยวกับคนพิการเป็นการเวทนาสงสาร สงเคราะห์ไปเสียหมด 
 
จริงๆก็เชื่อนะคะว่าหลายคนไม่ได้มองแบบนั้น แต่พอมันไม่ได้อยู่ในความสนใจหลักของเรา บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งนี้ไป แล้วหลายครั้งความเสียหายต่างๆก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการละเลยนี่แหละ 
 
ทำบุญน่ะดีค่ะ แต่เราควรดูดีๆด้วยว่า อย่างไหนคือ "ความช่วยเหลือ" อย่างไหนคือ "สิทธิของเขา"
บางเรื่อง อย่างสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดให้นะคะ ไม่ใช่รัฐสงเคราะห์
 
แล้ว fw mail ข้างต้นนี้ อาจจะเป็นแค่สีฯคนเดียวได้นะ
แต่เห็นแล้วมันจี๊ด
 
จี๊ดเพราะนึกถึงพี่ๆที่เคยคุยกัน เขาเห็นแล้วเขาจะรู้สึกยังไงบ้าง
 
ที่ต้องกลายมาเป็น "เป้าหมายในการทำบุญ"ซะแล้ว
 
คนพิการหลายคนเขาไม่คิดอะไรหรอกค่ะเพราะเขาเข้าใจ
แต่สำหรับผู้พิการอีกหลายคน ที่เขายังอยู่ในช่วงยอมรับความพิการของตัวเองอยู่
 
ความเวทนาสงสารนี่แหละค่ะ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำร้ายพวกเขามากที่สุด
 
ไม่อยากเขียนเอนทรีนี้ขึ้นเพราะอยากตำหนิและสั่งสอน 
แต่เขียนขึ้นเพราะอยากตั้งคำถาม แล้วก็เตือนตัวเองด้วย
 
ทำบุญ ทำบุญ...เออ ถ้าเราทำด้วยความรู้สึก"อยากจะทำบุญ" แค่นั้น มันจะดีเหรอวะ
 
สำหรับสีฯนะ ความคิดเปลี่ยนไปเยอะหลังจากทำโปรเจคหลังๆนี้
 
สีฯมองว่า อย่างน้อย ทำดีเพราะหวังดี เราก็มีความรู้สึกกับตัวเองดีกว่า ทำดีเพราะหวังบุญ
 
ปล. คิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม แต่สุดท้ายก็เขียน 
ปปล. ไม่ได้จะต่อต้านการรับวีลแชร์แต่อย่างใดนะคะ 
ปปปล. ทำงานมากๆแล้วอินจัดอีกแล้ว 
 
ก่อนจะเข้าประเด็น ขอว่าเรื่องของหลักธรรมเกี่ยวกับ บุญ ทาน เวทนา ก่อนครับ
 
ว่าด้วยเรื่องของการทำบุญ อย่างย่อ ๆ ก็มี ๓ คือ ทาน ศีล และภาวนา

ว่าด้วยเรื่องของทำบุญด้วยการให้ทาน ก็แบ่งได้ ๓ อีก คือ อามิสทาน ให้สิ่งของ ธรรมทาน ให้ธรรมะ ให้ความรู้ อภัยทาน ให้อภัย

ว่าด้วยวัตถุประสงค์ในการให้มี ๓ คือ
ให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่ด้อยกว่า
ให้เพื่อสงเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่เสมอกัน
ให้เพื่อบูชา ให้แก่คนและสัตว์ที่สูงกว่า ( โดยคุณธรรมนะไม่ใช่ส่วนสูง )

ต่อมาขอให้ทำความเข้าใจกับเรื่องของเวทนา กับเรื่องของความสงสาร ในภาษาพระคนละเรื่องกันนะครับ เวทนา หมายถึง ความเสวยอารมรณ์ คือการที่เรานั่นเองได้รับอารมณ์สุข ทุกข์ หรืออารมณ์เฉย ๆ เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าเวทนา

ส่วนสงสารนั้น ภาษาพระ เรียกว่า กรุณา คือ ความต้องการให้สัตว์อื่น พ้นจากความทุกข์ที่ได้รับอยู่

แต่ช่างภาษาพระเถิด ภาษาทางโลก เวทนา กรุณา สงสาร ใช้ปนเปกันไปมาอยู่แล้ว ถือว่าเข้าใจกัน

กลับมาที่ประเด็นของโยมสี อ่านแล้ว ได้ประเด็นหลักคือ

คนพิการก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แล้วทำไมเราทำเหมือนกับคนพิการต่ำต้อยนัก

ขอชี้แจงแถลงไขในทางธรรมให้ว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าปุถุชน คนธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าเป็นฆารวาส หรือบรรพชิตก็ตาม แม้กระทั่ง ท่านผู้เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ ทั้ง ๓ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ล้วนมี กิเลสเครื่องผูกมัด หรือสังโยชน์ตัวหนึ่งที่สำคัญอยู่ คือ มานะ ความถือตัว ( ไม่ใช่ภาษาโลก ที่มานะแปลว่าความเพียรพยายามบากบั่น ) 

มานะ ความถือตัวนี้ แบ่งด้วยมุมมองของเราเอง ได้ ๓ คือ ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา ถือว่าผู้อื่นเสมอกับเรา และถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา  แบ่งตามคุณสมบัติของเราได้ ๓ คือ เราด้อยกว่า เราเสมอเขา และเราดีกว่าเขา ดังนั้น ๓ x ๓ = ๙ ได้มานะ ๙ คือ

  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา

ทั้งนี้การมีมานะ หรือการถือตัวถือตน มองคนอื่นดีกว่าบ้าง เสมอกันบ้าง ด้อยกว่าบ้างนี้ มีเหตุสำคัญมาจาก ความที่เรายังคง "มีตัวตน" นั่นหมายถึง ยังไม่เกิดปัญญาเห็นว่า สังขาร ( คน สัตว์ สิ่งของ ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็น อนัตตา จนถึงขั้นเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดยินดีในเหยื่อของโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข(เทียม) และ รูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส (โผฏฐัพพะ) ที่อยู่ในฝ่ายน่าชอบใจน่ายินดีทั้งปวง และหลุดพ้นจากกิเลสทั้งสิ้น บรรลุธรรมขั้นสูง คือพระนิพพาน ( อรหัตตผล )

ดังนั้นถ้าถามว่า การที่เราเห็นคนพิการด้อยกว่า น่าเวทนา (ตามศัพท์ของโยมสี) นั้น เป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติครับ ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์

แต่ความต่างอยู่ที่ เมื่อเรามีมานะดังที่ว่าแล้ว เราแสดงออกอย่างไร ? เหมาะสมหรือไม่ ? ทำร้ายจิตใจใครหรือเปล่า ? เราทั้งหลายต่างกันตรงความรู้ในเรื่องการแสดงออกนี้เอง ความรู้ที่ว่านี้อธิบายได้ด้วยหลักธรรม ๗ ประการคือ ธรรมของสัตบุรษ ผุ้สงบระงับ

  • รู้จักเหตุ
  • รู้จักผล
  • รู้จักตนเอง
  • รู้จักประมาณ
  • รู้จักกาลเวลา
  • รู้จักประชุมชน (หมู่คณะ)
  • และที่สำคัญ คือรู้จักบุคคลยิ่ง(กว่า) บุคคลหย่อน(กว่า)
ถ้าเรารู้จัก ๗ อย่างนี้ แม้ในเบื้องต้น คือในระดับของคุณธรรม จริยธรรม ที่ยังเป็นโลกียธรรม ไม่ต้องถึงกับคุณธรรมชั้นสูงในระดับโลกุตตรธรรม ( มรรค ผล นิพพาน ) เท่านี้เราจะสามารถปฏิบัติกับผู้อื่นทั้งหมด ไม่เฉพาะกับคนพิการ ได้อย่างถูกต้อง

ทั้งหมดที่อธิบายมานี้ ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ นั้นไม่ยากเย็น " รู้จักเอาใจเขา มาใส่ใจเราซะบ้าง " เท่านั้นเอง และหากจะทำบุญ ด้วยการให้ทาน ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออนุเคราะห์ เพื่อสงเคราะห์ หรือเพื่อบูชา ก็แล้วแต่ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น

แต่ถึงกระนั้นก็มีเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาอีกประการคือ การให้ทานนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ คือความตระหนี่ ที่อยู่ในกิเลสฝ่ายโลภะ ความโลภ จะว่าไป ความโลภ ดูจะแรงกว่าตระหนี่ เพราะความโลภนั้นมีลักษณะคืออยากไดของผู้อื่น ส่วนตระหนี่นั้นคือหวงแหนของตัวเอง แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติให้พ้นออกจากทุกข์

ตราบใดที่เรายังมีความตระหนี่ หวงแหนสิ่งของนอกกายอยู่ หวงแหนของหยาบ ๆ อยู่ เราจะไม่มีทางสละสิ่งที่ละเอียดสุขุม คือ อัตตา ตัวตนของเราได้เป็นอันขาด

ผู้ที่รู้จักให้เป็นประจำสม่ำเสมอนั้น อย่างน้อย ๆ ก็ได้รับความรัก ความเมตตาจากผู้อื่น ดังที่มีธรรมสุภาษิตรับรองไว้ว่า "ททมาโน ปิโย โหติ - ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก " อย่างกลาง ๆ คือ เป็นผู้ไม่ขัดสนในสิ่งอันจำเป็นต่าง ๆ อย่างสูงคือบรรลุธรรมขั้นสูงได้โดยสะดวก เห็นไหมครับว่า การให้ เหมือนว่าเราเสียแต่ผู้อื่นได้ นั้นจริง ๆ แล้ว ต่างฝ่ายต่างได้ เป็น Win - Win ครับ

ดังนั้นขอให้เราทั้งหลายมาเป็นผู้ฉลาดในการให้เพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ บูชา ด้วยการแสดงออกที่ถูกต้องคือเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เพื่อประโยชน์ของตนเองดังในคำถวายสังฆทานว่า "อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ - เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ"

บุญรักษาครับ

ยังอยู่ครับ

posted on 12 Sep 2009 12:12 by dhamweb

หายหน้า หายหนวด ไปจากบล็อกนานมาก ๆ กว่าทุกครั้ง ไม่ได้ตกระกำลำบาก หรือไปบุกป่าลุยไฟที่ไหนครับ

ทำเว็บ ๓ เว็บ ด้วยกัน เลยไม่ได้มาปัดฝุ่นบล็อกนี้ และบล็อกอื่น ๆ เลย

เว็บที่ทำอยู่คือ

  1. โรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังสี)
  2. รายวิชาภาษาและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้
  3. รายวิชาการเรียนรู้จากปัญหาและสถานการณ์จริงในงานสถาปัตยกรรม 1

เว็บแรกคงไม่ต้องบอกว่าเป็นมาอย่างไร เกี่ยวพันอย่างไร คงทราบกันอยู่แล้ว ว่าอยู่วัดใหญ่ชัยมงคล และไปสอนที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำ

เว็บ 2-3 เป็นของสถาบันอาศรมศิลป์ครับ มีโยมเพื่อนไปสอนที่นั่น อยากได้เครื่องมือในการศึกษาจึงรับทำให้ ช่วงนี้หากท่านใดคิดถึง หรือต้องการติดต่อ สะดวกสุดคือ Twitter ครับ @mahaoath ( http://twitter.com/mahaoath )

ว่าแล้วก็แว่บไปก่อนนะครับ

บุญรักษาครับ

ก่อนอื่น แจ้งข่าวเรื่องทำบุญถังน้ำ ที่บ้านกะเหรี่ยงซีวาเดอก่อนนะครับ ได้รับใบอนุโมทนาบัตรจากครูบาอินสม เจ้าคณะอำเภอสบเมย / แม่สะเรียง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยากจะนำมาให้ดูกัน แต่ยังอัพรูปไม่ได้เลย วันนี้ออนไลน์ด้วย GPRS ครับ ไว้จะมาแปะให้ดูกันอีกที

ที่ทำบุญไปค่าถังน้ำ ๒ ถัง ตั้งงบไว้ ๗ พันบาทนั้น ปรากฏว่า ด้วยความสามารถของหลวงพี่ตือ ท่านจัดหามาได้ด้วยงบแค่ ๖ พันบาทเท่านั้น เหลืออีก ๑ พัน เหมือนธรรมจัดสรร ทางหมู่บ้านที่ ก่องก๋อย เชียงใหม่ ( แต่ติดกับแม่สะเรียง ) กำลังหาทุนการศึกษาให้เด็กชาวเขาอยู่พอดี จึงให้นำที่เหลือนั้น ไปสมทบด้วยเลย ดังนั้นนอกจากได้สร้างถังน้ำแล้ว ยังได้สร้างทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ ได้มีวิชาอีกด้วย สาธุ สาธุ

สำหรับเอนทรี่นี้มีวัตถุประสงค์หลัก จะมาแจ้งให้ทราบกัน ว่าตอนนี้ได้เปิดบล็อกเฉพาะกิจ ขึ้นอีก ๑ บล็อก ( จะบล็อกเยอะไปไหน ? ) ชื่อว่า "นักธรรมชั้นเอก" เป็นบล็อกสำหรับเขียนตำราเรียน นักธรรมชั้นเอก ที่สอนอยู่ที่วัดใหญ่ชัยมงคล โดยเฉพาะ ลองไปดูกันนะครับ http://dhambook.exteen.com

อาจจะไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเยียนบล็อกอื่น ๆ เช่นเคย งานการหลายอย่างเหลือเกิน แต่จะพยายาม keep in touch  แน่นอนครับ

บุญรักษาครับ






Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos