soblaan

...เปลี่ยน...

posted on 09 Jan 2010 13:19 by dhamweb  in soblaan

ก่อนอื่นขอเจริญพรปีใหม่กันก่อน ย้อนหลังนานมาก "-_- สาธุกับการ์ดทุกใบ ของขวัญทุกชิ้นด้วยครับ

คืนการ์ดนี้ให้ทุก ๆ ท่านครับ

 

บล็อกเกือบเน่า ตั้งแต่กระจายออกไปเป็น ๓ ส่วน วาด ๆ เขียน ๆ ธรรมะไว้ที่นี่ เทคโนโลยี และการทำเว็บไว้ที่ mahaoath.com บันทึกเรื่องราวกิจกรรมพิเศษ ไว้ที่ mahaoath.pg.in.th ปรากฎว่าแต่ละแห่งนาน ๆ จะได้อัปเอนทรี่สักที

เอนทรี่นี้ไม่มีอะไรมาก แค่มาส่งข่าวให้ทราบว่า ยังอยู่ ไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน และมาบอกอีกอย่างด้วยว่า ช่วงนี้กำลังเตรียมตัว "เปลี่ยน"

ตั้งใจจะเปลี่ยนจากพระบ้าน บ้าไอที คลั่งเทคโนโลยี ไปเป็น พระป่าพระดอยสอยดาว ในพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ แต่ขาดแคลนไฟฟ้า ไม่ใช่ที่ไหน ก็ที่ หมู่บ้านสบลานจากเอนทรี่ก่อนโน้น กลับมาได้ไม่ทันไรใจจะไปแต่ที่นั่นให้ได้ อย่างนี้ปกากะญอเรียกว่า "ที่มันเรียกเรา" คงจะหายตัวไป ๆ มา ๆ เป็นพัก ๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้กับอนาคตอันเป็นเพียงมายา

ระหว่างนี้ยุ่ง ๆ หน่อยครับ งานการทั้งหลาย ต้องรีบจัดการโอนถ่ายให้ผู้อื่นรับช่วงต่อ ข้อมุลต่าง ๆ ในคอม ในโทรศัพท์ หรือบนเน็ต ต้องจัดการคัดลอกลงกระดาษ ต้องเตรียมเรื่องเอกสารอีกนิดหน่อย และอื่น ๆ ที่เดี๋ยวคงคิดออกอีก เหล่านี้ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้บล็อกถูกดอง

ถ้ามีโอกาสจะมาอัปเดทก่อนไป แต่ถ้าอยู่ ๆ หายไปเลย แสดงว่าไปแล้ว แต่คงจะไม่ไปลับ ไม่ต้องเรียกเหมียว ๆ เดี๋ยว ๆ ก็คงกลับมา

สุขสันต์วันเด็กครับ

บุญรักษา

ความคิด ความรู้สึก ที่เคยมีต่อชาวเขา โดยเฉพาะชาวปกาเกอะญอ หรือ ปกากญอ ที่พวกเราชอบเรียกกันว่ากะเหรี่ยงนั้น ฝังรากลึกตั้งแต่ครั้งที่เดินทางไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว แจกสิ่งของ ในคราว "บินเดี่ยวไปกับสายลม" เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ความคิดเดิมคือตัดสินพวกเขาว่าด้อยกว่า จนกว่า แย่กว่า สู้พวกเราชาวเมืองไม่ได้สักนิดเดียว

ความคิดนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ไปสัมผัสชาวปกากญออย่างใกล้ชิด ได้แลกเปลี่ยนความคิด ได้สนทนากัน ตลอดเวลา ๕ คืน

สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาทางเลือกใหม่ มีแนวคิดในการศึกษา และการเรียนรู้ที่เปิดโลกทัศน์ให้กับผู้เรียนด้วยการหาประสบการณ์ตรงเป็นหลัก  วิชาหนึ่งที่น่าสนใจ และทำให้ทำลายความเชื่อที่ผิด ๆ ของตนเองลง คือวิชาธรรมชาติวิจักขณ์

หลายคนคงสงสัยว่าหลวงพี่โอ๊ทไปเกี่ยวข้องอะไรกับอาศรมศิลป์ และวิชานี้ จริง ๆ ก็ไม่ได้ลงเรียนหรืออะไรหรอกครับ เพียงแต่เคยได้ทำงานร่วมกันในบางวิชาที่มีกัลยาณมิตรไปเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่น และได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมศึกษาธรรมชาติวิจักขณ์ด้วยเท่านั้นเอง

ตลอดระยะเวลา ๓ คืน ในหมู่บ้านสบลาน ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ และอีก ๒ คืน ที่พวกเราทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ กับนักศึกษา ได้พากันปลีกวิเวกเข้าไปอยู่ในป่าจริง ๆ  ไม่ให้เห็นกัน ไม่ให้คุยกัน ให้อยู่กับตัวเอง ดูสภาวะ ดูธรรมะ ดูธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งภายใน และภายนอก รวมถึงการได้แลกเปลี่ยนความรู้ อันที่จริงควรเรียกว่าได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ ชีวิต วัฒนธรรม และวิถีของปกากญอจากพะตี่ตาแยะ พะตี่แดง พะตี่หล้า พะมื่อ เจ๊าะชัย บูน หรือแม้กระทั่งเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ๕ คืนอันมีค่า ได้ทำลายกำแพงความคิด ทำลายความไม่รู้ลงจนหมดสิ้น เมื่อได้พบว่าจริง ๆ แล้ว ปกากญอ ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนเมืองเลย กลับมีความเหนือกว่าอย่างยิ่งในด้านจิตใจ

ธรรมะมากมายผ่านออกมาจากปากของผู้เฒ่า และคนหนุ่ม โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่าเป็นธรรมะชั้นสูงของพระศาสดา แต่พวกเขาเรียนรู้ธรรมะเหล่านั้นจากธรรมชาติ และสืบทอดต่อกันมาในรูปแบบของนิทาน และบทเพลง คนอื่น ๆ ที่ไปด้วยกันอาจมองว่า "คม" มาก ๆ แต่หากผู้ใดได้ผ่านการเรียนปริยัติธรรมมาบ้างจะบอกได้ทันทีว่า นี่คือธรรมะเดียวกับพระพุทธเจ้า

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะพระพุทธองค์ทรงเรียนธรรมะจากธรรมชาติเช่นกัน ทั้งธรรมชาติภายนอก และธรรมชาติภายใน โดยเฉพาะธรรมชาติของ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน

ภาพภายนอกที่มองด้วยสายตาคนเมืองว่าพวกเขาน่าสงสารนั้น กลับกลายเป็นว่าการที่เขาเหล่านั้นไม่มีปัจจัยต่าง ๆ เหมือนกับคนเมือง เพราะพวกเขามองว่ามันเป็นส่วนเกิน เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ในเมื่อเขาสามารถหาแทบทุกอย่างได้จากป่าและน้ำ และแน่นอนพวกเขารักป่า และรักน้ำมากเกินกว่าที่คนเมืองที่ถูกสอนกันผิด ๆ มาแต่เด็ก ๆ ว่าชาวเขาทำไร่เลื่อนลอย ทำลายป่า จะสามารถเข้าใจได้

ปกากญอ ไม่เคยทำไร่เลื่อนลอย แต่พวกเขาทำไร่หมุนเวียน ทำแปลงหนึ่งปีนี้ ปีหน้าไปทำแปลงอื่น จน ๗ - ๑๐ ปี จะวนกลับมาแปลงแรกอีกครั้ง ดินได้พักฟื้น ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไร่ที่ทำเป็นพืชผสม ไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยว พวกเขาปลูกทุกอย่างที่กิน

ปกากญอ ไม่เคยเผาป่า แต่พวกเขาเผาไร่เฉพาะแปลงที่ทำในปีนั้น ๆ และแน่นอน การทำแนวกันไฟ ไม่ให้ลุกลามออกไปนั้น เขาทำเป็นก่อนคนเมืองจะรู้เสียอีก

ปกากญอมีป่าหลายอย่างอยู่รอบ ๆ หมู่บ้าน ป่าใช้สอย สำหรับนำไม้มาใช้ ป่าความเชื่อที่ห้ามตัดเด็ดขาด ป่าอนุรักษ์ ที่นำบางอย่างมาใช้ได้ นอกจากนั้น ปกากญอ ยังมีต้นไม้ต้องห้ามมากมาย ที่ห้ามตัด ห้ามทำลายเด็ดขาด

ปกากญอรู้จักรักษาน้ำ รักษาปลา การถ่ายของเสียลงน้ำเป็นเรื่องต้องห้าม การจับปลาในเขตต้องห้าม ในฤดูต้องห้าม เป็นความเชื่อที่มีมานานแสนนาน

ปกากญอกล่าวว่า "ได้กินจากป่า ต้องรักษาป่า ได้กินจากน้ำ ต้องรักษาน้ำ" และยังกล่าวถึงพวกเราคนเมือง หรือที่พวกเขาเรียกว่า "คนปลายน้ำ" ว่า "ปกากญอรักษาต้นน้ำไว้ให้คนปลายน้ำ อยากให้คนปลายน้ำรักษาปลายน้ำไว้ให้ปกากญอด้วย" หากว่าวิถึของปกากญอยังคงอยู่เพียงใด ป่าไม้ และสายน้ำจะไม่มีวันหมดไปจากพื้นที่ของพวกเขาเป็นแน่แท้

จากประสบการณ์ของครูเนา อดีตครูอาสาในหมู่บ้านปกากญอแถบสังขละบุรี ผู้เคยล้มเหลวในการพยายามรักษาวิถีปกากญอมาแล้ว ทำให้รู้ว่า คนปลายน้ำ หรือคนเมืองนี่เอง ที่ตัดสินแทนปกากญอว่า พวกเขาควรมีความเป็นอยู่อย่างไร แล้วนำความเจริญทางวัตถุเข้าไปยังหมู่บ้าน ๆ หลาย ๆ แห่ง นำไฟฟ้าเข้าไป นำโฆษณา นำอาหารการกินแปลก ๆ เข้าไป นำกิเลสแห่งตน ไปยื่นให้กับปกากญอ เป็นการทำลายวิถึชีวิตของผู้ที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าป่าและน้ำ

ข้าพเจ้าคงต้องทบทวนบทบาทตัวเองใหม่ ในการนำสิ่งของไปให้พวกเขา คราวที่แล้วข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการไปอนุเคราะห์ผู้ที่ด้อยกว่า แต่คราวนี้คงต้องเป็นการนำสิ่งของไปฝากญาติผู้ใหญ่ที่นับถือ นำไปให้แทนคำขอบคุณที่ช่วยรักษาต้นน้ำไว้ให้เรา

นอกจากนี้ข้าพเจ้าขอปวารณาตนเป็นอีก ๑ แรง ๑ เสียง ที่จะช่วยผลักดัน พรบ.ป่าชุมชน ฉบับที่ร่างโดยชาวบ้าน ให้บังคับใช้  แม้ว่าเสียงของข้าพเจ้าจะน้อยนิด และไม่มีค่าอันใดเนื่องจากไม่สามารถลงคะแนนใด ๆ ได้ตามกฎหมายก็ตามที

หนักมากเอนทรี่นี้ พักกันด้วยภาพจากการเดินทางครั้งนี้ดีกว่า อ่านแล้วชอบก็กดดาวนะครับ ช่วยขยายเสียงเล็ก ๆ นี้ให้ดังขึ้นอีกหน่อยจะเป็นการดีมาก ๆ และถ้ามีโอกาสจะจัดทริปอย่างนี้ให้ได้ไปสัมผัสกันครับ

บุญรักษาครับ

 แสงเทียนกลางที่ประชุม ทำให้เราเห็นด้วยใจชัดเจนยิ่งขึ้น

เทียนหลายเล่ม ท่ามกลางความมืดมิด

ป่าที่เขารักษาไว้ให้เรา

ต้นไทรยักษ์กลางป่า

นี่ก็น้ำที่เขารักษาไว้ให้เช่นกัน

น้ำในห้วยใสมาก ๆ

ลำน้ำแม่ขาน ไหลลงแม่น้ำปิง ไม่นานก็มาถึงปลายน้ำที่อ่าวไทย

แม่น้ำแม่ขาน

มองจากมุมที่อยู่วิเวกรูปเดียว

ป่าสมบูรณ์มาก

อาหารเลิศรส ทุกอย่างหาได้จากป่า และน้ำ

ข้าวและกับห่อใบตองมัดด้วยตอก

ผู้มาเยือน

ฝูงควายกำลังเลาะลำน้ำ

ปิดท้ายด้วยโรงเรียนที่ชาวรุ่งอรุณ และอาศรมศิลป์ ร่วมกับชาวบ้านช่วยกันสร้าง พร้อมที่จะเปิดสอนหลักสูตรทางเลือกใหม่ ที่จะรักษาไว้ซึ่งวิถีปกากญอ รักษาไว้ซึ่งผืนป่าและสายน้ำ

โรงเรียนง่าย ๆ มุงตองตึง พื้นเป็นไผ่สับ ยังไม่มีฝา

มีภาพ และเรื่องราวอีกส่วนอยู่ที่่ Playground ตามไปอ่านกันได้ครับ

 




Recommend