dhamma

ไม่จีรัง

posted on 22 Aug 2009 12:11 by dhamweb  in dhamma

จำภาพนี้ได้ไหมครับ

ภาพจากวันถวายผ้าห่มพระเจดีย์ชัยมงคล เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ถ้าจำไม่ได้ ย้อนกลับไปดูอีกครั้ง

เวลาผ่านไปไม่ช้านาน เป็นอย่างนี้ไปแล้วครับ

สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์หนอ ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตนหนอ

ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว สาดรูปให้ดูอีกดีกว่า เช้า ๆ ไม่ค่อยมีญาติโยม จึงมีโอกาสเดินหามุมแปลก ๆ ถ่ายเก็บ ๆ ไว้ เผื่อใช้งานในกิจกรรม กิจการของวัด

ชุดนี้ชื่อว่าอะไรดี "นางรำ" ก็แล้วกันครับ

ส่วนชุดนี้ชื่อ "ปิดทองหลังพระ" ง่ายดี

บุญรักษาครับ

ไม่ได้วาดการ์ตูนนาน เกิดอาการมือแข็ง วาดไม่ออก วาดไม่ได้ดั่งใจ วาดไม่สำเร็จสักทีครับ สงสัยต้องขยันหยิบปากกามาวาดบ่อย ๆ กว่านี้ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ วัน ๆ มีอะไรให้ทำ และมีอะไรที่คิดจะทำ มากมายเหลือเกิน เอาเป็นว่า วาดพอรู้เรื่องแล้วกัน ไว้ถ้าอยากดู อยากอ่านการ์ตูนหลวงพี่โอ๊ท ฉบับดั้งเดิม ไปดูที่บล็อกโยมแป้นก็แล้วกันนะครับ

ต้นฉบับดั้งเดิม หรือ ออริ ของตัวการ์ตูนหลวงพี่โอ๊ท นี่เป็นผลงานของโยมแป้นครับ กว่าจะคิดได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ( ดูวิธีการคิด การวาด ได้ที่เว็บไซต์ http://i-phan.com แป้นมีเว็บแล้วนะ ไม่ได้มีบล็อกอย่างเดียว ) น่ารักดี เลยหยิบยืมมาวาดเป็น โดจินชิ หรือ เป็นแฟนอาร์ต ก็ว่าได้ 

อีกไม่นานเราคงได้อ่านการ์ตูนตัวดำ ๆ ฮา ๆ แฝงสาระผลงานโยมแป้น ในรูปแบบหนังสือการ์ตูน ( หลังจากอ่าน ในฟอร์เวิร์ดเมล ในบล็อกมานาน  ) อดใจรอกันอีกนิดเดียว

ถือเป็นความสำเร็จของนักเขียน นักวาดการ์ตูนทีเดียว ที่จะได้เห็นผลงานของตัวเอง เป็นรูปเล่ม หรือเป็นภาพเคลื่อนไหวอยู่ในจอโทรทัศน์ ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาเพราะโชคช่วยแต่อย่างไรครับ เกิดจากการ "ทำเอง" ทั้งนั้น

ที่ว่า "ทำเอง" นั้น ทำอะไรหรือ ? เรื่องนี้มีคำสอนของพระพุทธองค์ได้ทรงเฉลยไว้ว่า ความสำเร็จนั้นเกิดได้ด้วยคุณธรรม ที่ต้อง "ทำเอง" อยู่ ๔ ประการด้วยกันได้แก่

  • พอใจที่จะทำในสิ่งนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไรสักอย่าง ถ้าเราไม่พอใจซะแล้ว เราคงไม่มีแรงผลักดัน ไม่มีแรงหนุนส่งให้ทำให้สำเร็จ ถึงทำสำเร็จได้ ก็เป็นไปแบบที่เรียกว่า ขอไปที ไม่เต็มที่เหมือนกับมีความรัก ความพอใจ ในสิ่งที่ทำ
  • มีความพากเพียร บากบั่น ฝ่าฝัน ลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่ว่า รักงานมาก แต่ขี้เกียจทำ อยากสำเร็จ แต่ไม่อยากเหนื่อย ไม่มีความสำเร็จไหนที่ไม่ได้แลกมาด้วยความเพียรหรอกครับ
  • คิดตริตรอง เอาใจใส่อยู่กับงานนั้น ๆ อยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำแบบไม่ใส่ใจ ทำไปแกน ๆ ผลงานที่ออกมา แน่นอนว่าเป็นผลงานที่ไม่ได้เรื่องแน่
  • ใช้ปัญญา หาหนทาง วิธีการ ที่จะทำให้งานออกมาดี ออกมาสำเร็จ

ทั้ง ๔ อย่างนี้เรียกว่า อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งไม่ว่าเราต้องการความสำเร็จในเรื่องใด ๆ ก็ตาม ตั้งแต่เรื่องเล็ก เรื่องน้อย ไปจนถึงเรื่องใหญ่ยักษ์อย่างเรื่องการบรรลุพระนิพพาน ล้วนต้องอาศัยคุณธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้ทั้งสิ้น 

ดังนั้นเพื่อความสำเร็จของตัวเอง หมั่น "ทำเอง" เยอะ ๆ 

บุญรักษาครับ

วันแม่ปีนี้ ญาติ ๆ รวมกันทำบุญที่วัดทอง เป็นวัดร้างอยู่ใกล้ ๆ บ้าน ที่เป็นถิ่นฐานดั้งเดิม ของโยมปู่ โยมตา โยมยาย ที่ ต.พิตเพียน อ.มหาราช อยุธยา ทั้ง ๓ ท่านเกิดที่นี่ครับ ตอนนี้ก็เหลือโยมยายคนเดียวแล้ว โยมปู่ โยมตา เสียไปนานแล้ว เล่าด้วยภาพดีกว่า

 

วัดทอง (ร้าง)

วัดทอง เป็นวัดร้าง ไม่มีหลักฐานว่าสร้างสมัยไหน คนเฒ่าคนแก่ ก็บอกว่าไม่รู้ เดิมมีพระพุทธรูปหัก ๆ เหลือแค่ช่วงพระอุระ ( ช่วงอก ) พิงอยู่กับโคนต้นไทร บนเนินดินเท่านั้น ปัจจุบันลูก ๆ หลาน ๆ ของปู่ทวดช่วง และชาวบ้านย่านนั้น ( ก็ญาติกันทั้งนั้นครับ ) ช่วยกัน นำพระอุระมาปั้นพอกด้วยปูน เป็นพระพุทธรูปเต็มองค์ และสร้างศาลาคลุมท่านไว้ กันแดดกันฝน ทั้งยังสร้างศาลายื่นออกมาอีก พอเป็นที่นั่งพระ โยม เวลาทำบุญอีกด้วย

ปิดทองหลวงพ่อ

นี่คือพระที่อยู่ในศาลาที่เล่าเมื่อครู่ ญาติ ๆ ช่วยกันปิดทองซะเหลืองอร่ามไปหมด ( ไม่ได้ปิดวันนี้วันเดียว ปิดมาเรื่อย ๆ  ใครมาก็ปิด )

หลวงพ่อทองคำ

ชื่อหลวงพ่อทองคำครับ วัดชื่อวัดทอง ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่าหลวงพ่อทองคำ ง่าย ๆ ซื่อ ๆ ดี ไม่เลิศ แต่จริงใจ

 อาหารบ้าน ๆ

ก่อนเพลก็มีการนิมนต์พระวัดใกล้ ๆ ชื่อวัดนาค มาเจริญพระพุทธมนต์  งานนี้ไม่มีรูป เพราะสวดด้วยเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา สวดเสร็จ ฉันเสร็จ กรวดน้ำ ให้พระ พรมน้ำมนต์ แล้วพระที่นิมนต์มา ท่านก็เดินทางกลับกัน โยมก็ทานข้าวกันบ้าง  กับข้าวพื้นบ้าน ไม่ได้เจอมานาน ต้มยำเนื้อ พุง ไข่ปลาช่อน ลาบคั่วแบบภาคกลาง ขนมจีนน้ำพริก-น้ำยา ปลาดุกทอดกรอบผัดพริก หลนปูเค็มใส่กุ้งสดกับผักกองโต ไก่บ้านรวนปลาร้า และของสำคัญเสริมรสอาหารอย่างดี คือข้าวกล้องปลูกเอง หอมอย่าบอกใคร ตบท้ายด้วยของหวาน ขนมเปียกปูน วุ้นมะพร้าว ข้าวเหนียวทุเรียน และผลไม้   พระก็อิ่ม โยมก็พุงกาง แถมใส่ถุงแจกกันกลับบ้านกันอีกนิด ๆ หน่อย ๆ ตามธรรมเนียม

สองผู้ยิ่งใหญ่

เลี้ยงดูกันอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็เชิญสองผู้ยิ่งใหญ่ คือใหญ่ที่สุดในงานขึ้นนั่งเก้าอี้ ได้แก่โยมยาย และน้องสาว ( สาว ? ) พี่น้องท้องนี้ เหลือกันอยู่แค่นี้ครับ ๒ คนเท่านั้น อายุเกิน ๗ รอบแล้วทั้งคู่ 

รดน้ำผู้ใหญ่

ลูก ๆ หลาน ๆ ทำพิธีรดน้ำดำหัว ขอพรจากโยมยาย ทำง่าย ๆ ไม่ต้องมีพิธีอะไรมาก ดอกมะลินิดหน่อย น้ำอบเล็กน้อย น้ำสะอาด กับน้ำมนต์ที่พระสวดเมื่อเพล

 ลากลับ

ใครมีธุระอะไรรออยู่ ก็ลากลับกันไปก่อน ส่วนที่ยังไม่กลับ ก็อยู่กันต่อ ส่วนมากแล้วที่กลับก่อนก็เป็นเพื่อน ๆ ของญาติ ส่วนญาติ ๆ อยู่ต่อกันเกือบหมด

โยมน้าโชว์พลังเสียงให้โยมยายฟัง ด้วยบทเพลง ค่าน้ำนม และเพลง แม่ ( โล-โซ ) พึ่งเคยได้ยิน และพึ่งรู้ว่าโยมน้าชอบร้องเพลง แถมร้องเพราะซะด้วย

มานั้งคุยกันต่อชายนา

ไม่นานก็ย้ายที่มาคุยกันที่ชายนา ลมโกรก ๆ คุยไป โยมก็ทานขนมไป ส่วนพระก็ง่วงไป แต่นั่งฟังด้วยสนุกดี นาน ๆ รวมญาติที  อยู่ได้สักพัก เกือบ ๆ บ่ายสามแล้ว ต้องรีบกลับก่อน เพราะมีสอนที่วัดตอน สี่โมงครึ่ง

ชื่นใจดีครับ ได้ออกนอกเมือง ไปงานบุญแบบบ้านนอก บ้านนอกบ้าง ง่าย ๆ เรียบ ๆ แต่ละคนหน้าตาแช่มชื่น แบกบุญกลับบ้าน ( พร้อมกับข้าวถุงใหญ่ )  เห็นแล้วก็พลอยแช่มชื่น ได้บุญไปกับญาติ ๆ ด้วย

  แถมภาพกว้าง ๆ ให้ดูเล่น บ้านโยมครับ เป็นหมู่หลายหลังในบริเวณเดียวกัน แต่ถ่ายติดมาหลังเดียว น้ำที่เห็นไม่ใช่คลอง เป็นแม่น้ำลพบุรีครับ ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่ากว้างกว่านี้ แต่ถ้าย้อนไปสมัยโยมตาขายข้าว เรือข้าวแล่นได้เลยเชียว หลัง ๆ ไม่มีการเดินทางทางเรือ แม่น้ำเลยตื้นเขิน เหลือแค่นี้เอง ท่านถึงว่า น้ำพึ่งเรือ ไงครับ คลิ๊กที่รูปขยายใหญ่ได้ ถ่ายเป็นพาโนราม่า ด้วยฟังก์ชั่นของ SE K550i ๒ รูป แล้วนำมาต่อกันอีกที บิด ๆ เบี้ยว ๆ ไปบ้าง ก็ทน ๆ ดูไปแล้วกันครับ

บุญรักษาครับ

@PM_Abhisit VS @Thaksinlive

posted on 26 Jul 2009 11:57 by dhamweb  in dhamma

คนแรกว่าอย่างนี้

คนหลังตอบว่า

ไม่เกี่ยวกับประเด็นการเมือง แต่เห็นธรรมะ ในทวีตของนายกอภิสิทธิ์ ที่ส่งให้อดีตนายกทักษิณแล้ว เลยเอามาเป็นประเด็น

"ดวงตาเห็นธรรม" คงได้ยินกันบ่อย ๆ ในความหมายของการ "สำนึกได้" ในเรื่องที่เคยคิดผิด เข้าใจผิด ซึ่งเป็นความหมายในทางคดีโลก ส่วนความหมายในทางคดีธรรมนั้น ยิ่งกว่ามากครับ

ดวงตาเห็นธรรม ในฝ่ายธรรมะนั้น มาจาคำบาลีว่า ธมฺมจกฺขุ ( ธัมมะจักขุ ) คำว่า ธมฺม ก็คือ ธรรมะ นั่นเอง ส่วนคำว่า จกฺขุ หมายถึงดวงตา  แต่ไม่ใช่ตาเนื้อธรรมดา ซึ่งตรงกับคำบาลีว่า อกฺขิ หรือ เนตฺต แต่เป็นดวงตาใน คือการเห็นด้วยตาใน ก็ด้วยใจ ด้วยปัญญาว่า "สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา"

ธมฺมจกฺขุ นั้นเป็นการบรรลุธรรมขั้นแรกสุด คือบรรลุโสดาปัตติผล ได้เป็นพระโสดาบัน เชียวนะครับ ไม่ธรรมดา ผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรมท่านแรกในพระศาสนาของพระสมณโคดม คือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ หัวหน้าของปัญจวัคคีย์  เดิมทีเดียวท่านชื่อว่า โกณฑัญญะ เฉย ๆ แต่เมื่อท่านได้ดวงตาเห็นธรรม คือรู้เท่าทันความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า "อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ" แปลว่า "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" คำว่า อัญญาสิ แปลว่า รู้แล้ว ตั้งแต่นั้นมาท่านโกณฑัญญะ จึงได้ฉายาว่า อัญญาโกณฑัญญะ แปละว่า โกณฑัญญะผู้รู้แล้ว

ผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จะเว้นขาดจากเครื่องเศร้าหมอง ๓ ประการ คือ สักกายะทิฐิ ความเห็นว่ากายนี้เป็นก้อนเป็นกอง วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และ สีลัพพตปรามาส การลูบคลำศีลพรต คือการรักษาศีลแบบผิด หรือการไม่รักษาศีล

ดังนั้นถ้าใครได้ดวงตาเห็นธรรม ไม่ว่าจะนายก อดีตนายก หรือคนธรรมดา ก็ตาม เขาจะเป็นผู้ที่ไม่สร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่น เป็นผู้มีความสุข ปิดทางไปเกิดในที่ชั่ว และจะกลับมาเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ แล้วจะได้บรรลุพระอรหัตตผล เข้าสู่พระนิพพาน  พบกับความสุขอันสูงสุดที่บุคคลจะพึงได้รับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

บุญรักษาครับ

กุมารทอง

posted on 17 Jul 2009 20:45 by dhamweb  in dhamma

พูดไม่ออก บอกไม่ถูกครับ ตรวจสอบการเข้าชมเว็บจาก Google Analytics แล้ว พบว่า ผู้ที่เข้ามาชมเว็บ mahaoath.com  จากเครื่องมือค้นหา มาด้วยคีย์เวิร์ด "กุมารทอง" มากที่สุด !! รองลงมายังมี การเลี้ยงกุมารทอง แจกกุมารทอง และอีกหลาย ๆ กุมารทอง โอ้ ลอร์ด บุดด่าห์ เว็บนั้น มีแต่เรื่องธรรมะ ทำเว็บ ทำบุญ ไม่มีเรื่องกุมารทองเลย แล้วคำนี้ชี้ไปเว็บนั้นได้อย่างไร

คิดไปคิดมาอีกที ในเว็บเก่า มีกระทู้หนึ่งในเว็บบอร์ด  กระทู้ ###### ด่วน!!!! แจกฟรีกุมารทอง ######  ซึ่งคุณอลงกรณ์ (ไม่รู้จัก) ได้มาโพสไว้สั้น ๆ ว่า วัดxxx จะมีการแจกกุมารทอง บลา บลา บลา ... ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอบไปสั้น ๆ แบบถามให้คิดว่า " เอ่อ ไม่บูชาพระพุทธเจ้าแล้วหรือครับ ?? "  แล้วก็เก็บกระทู้นั้นไว้ ไม่ลบ เพื่อให้คนที่เข้ามาดู ได้สะกิดใจเรื่องการบูชาผีสาง กับ การบูขาพระพุทธ

ทอดเวลาไปจนเกือบ ๆ ลืม ก็มีคุณลูกพ่อศิวะแม่อุมา มาให้ความเห็นทำนองว่า เรื่องบูชากุมารทอง เป็นเรื่องไม่ผิด เพราะกุมารทองมีบารมีสูงกว่ามนุษย์ ( แสดงว่าไม่รู้เรื่องกุมารทองดี ) บูชาได้ ส่วนพระพุทธนั้นไม่ต้องบูชา ให้ระลึกถึงคำสอนก็พอ นี่สรุปย่อ ๆ ครับ ฉบับเต็มไปอ่านกันเอาเอง ก็ตอบไปว่า " คนธรรมดาทั่วไป จะบูชาเทวดา ก็ไม่ผิดแปลกอะไร  แต่ว่าสงสัยว่า วัด ทำไมทำกุมาร ทำไมไม่ทำอะไรที่เป็นพุทธะ " เพราะโดยส่วนตัวแล้ว การที่วัดจะทำวัตถุมงคลอะไรสักอย่าง ให้ประชาชนนำไป บูชา กราบ ไหว้ ก็ควรทำให้อยู่ในแนว ในทางของพระพุทธศาสนาหน่อย

 

กุมารทอง

 

วัด ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ว่า อะไร " ขายออก " ก็ทำไปเรื่อย กุมารทอง เป็นเรื่องของ ไสยศาสตร์ คำว่า ไสย มาจากบาลีว่า เสยฺย แปลว่า นอน แปลว่าหลับ  ตรงข้ามกันสุดขั้วกับพุทธศาสตร์ คำว่าพุทธ แปลว่า รู้ แปลว่าตื่น แปลว่าเบิกบาน ฉะนั้น คำว่า ทำให้อยู่ในแนว ในทางของพระพุทธศาสนา คือหมายถึง ทำให้เป็นเรื่องของความรู้ ความตื่น และความเบิกบาน เช่น หนังสือธรรมะ ซีดีเทศนา เป็นต้น  หรือแม้แต่ รูปเคารพ พระเครื่อง ที่ได้ในเรื่องของการใช้เป็นเครื่องระลึกถึงพระคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จัดว่าเป็นไปเพื่อการทำกรรมฐาน ในพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ และ สังฆานุสสติ ดีกว่าไปกราบไหว้ผีเด็กน้อย

กุมารทอง คือผีเด็กน้อย ที่เกิดจากวิญญาณของเด็กน้อยที่ตายในท้องแม่ ถูกผู้มีวิชาคุณไสย์ ปลุกขึ้นไว้ใช้งาน ผีเด็กน้อยที่เป็นกุมารทองนั้น มีกรรมเก่า คือเคยทำแท้ง และเคยทำกุมารทอง เคยผูกวิญญาณผู้อื่นไม่ให้ไปผุดไปเกิด  ๒ กรรมนี้ ไม่จำเป็นต้องทำในชาติเดียวกัน ทำในชาติต่าง ๆ กันก็ได้ แต่มาให้ผลในชาติเดียวกัน คือชาติที่ต้องตายในท้องแม่ และถูกผูกเป็นกุมารทอง ไม่ได้ไปผุดไปเกิดเหมือนกัน

การเลี้ยงกุมารทอง ไม่เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เพราะว่าการเลี้ยงกุมารทองนั้น เป็นการกักขังวิญญาณของเด็กน้อย ไม่ให้ไปผดไปเกิด ได้รับความทุกข์ทรมาน สัตว์เลี้ยงบางอย่างปล่อยไป ก็ไปหากินเองไม่ได้ แต่กุมารทอง ปล่อยเขาไป เขาไปเกิดใหม่ได้ ดังนั้น ใครที่มีกุมารทองอยู่ ปล่อยเขาไปเถอะครับ จะได้ไปผุดไปเกิด

วิธีการปล่อยกุมารทองนั้น ทำไม่ยาก แค่พูดบอกดี ๆ ว่าอย่าอยู่ภพนี้เลย ให้ไปเกิดใหม่ในภพที่ดียิ่งกว่า แล้วจัดการขุดหลุม ตกแต่งด้วยดอกไม้ ของหอมให้สวยงาม จัดการนำร่างกุมารทองไปฝัง แล้ว บอกว่า ร่างนี้เป็นร่างที่ไม่ใช้แล้ว จะต้องผุพัง กลายเป็นดินไปดังเดิม ขอให้ ลูก(กุมารทอง) สละร่างนี้ไป เกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีกว่านี้ แต่ก่อนไป ขอให้รับศีล ๕ ศีล ๘ ไปด้วย ... เสร็จแล้ว ให้ทำบุญ ตักบาตร อุทิศส่วนกุศลไปให้กุมารทองด้วย เท่านี้เอง ไม่ยากไม่เย็น

ท้ายสุด ขออนุโมทนา ที่อ่านมาจนจบ หวังว่าคงได้ประโยชน์บ้าง

บุญรักษาครับ

หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก เว็บไซต์ตลาดคนรวย ข้อมูลเรื่องกุมารทอง และวิธีปลดปล่อยกุมารทอง จาก .:กุมารทอง:. กระทู้ต้นเหตุมาจาก เว็บไซต์เก่า มหาโอ๊ท ดอท คอม

เขียนครั้งแรกในเว็บมหาโอ๊ท ดอท คอม ถือโอกาสเอามาให้ชาวเอกซ์ทีนอ่านด้วยครับ






Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos