dhamma

วันนี้แล้วซินะครับ ที่เหล่าบล็อกเกอร์ หรือคนเขียนบล็อกทั่วโลก จะได้สร้างประวัติศาสตร์ และสร้างความเปลี่ยนแปลงกันอีกครั้ง กับกิจกรรมดี ๆ Blog Action Day 2009 : Climate Change ( สำหรับผู้ที่ไม่ทราบว่า BAD09 คืออะไร โปรดย้อนกลับไปอ่านเอนทรี่ก่อนหน้านี้  "สุดยอดกิจกรรมที่คนเขียนบล็อกไม่ควรพลาด [Blog Action Day 2009]" ) ไม่อารัมภบทยืดยาว เข้าเรื่องเลยแล้วกันครับ

อยู่กับการเปลี่ยนแปลง

พระมหานัธนิติ  สุมโน

พายุกิสนา พายุป้าหม่าถล่มฟิลิปปินส์ ซึนามิที่ซามัว แผ่นดินไหวใหญ่ในเขตแปซิฟิก และอีกหลาย ๆ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น กระจายไปทุกภูมิภาคทั่วโลกในช่วงเวลานี้ เหมือนเป็นสัญญาณเตือนเราทั้งหลายว่าการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างกำลังเกิดขึ้นกับโลกอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกเรา

หากมองในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ อาจมีคำอธิบายการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ด้วยหลาย ๆ ทฤษฎี เช่น ปรากฏการณ์เรือนกระจก ภาวะโลกร้อน ส่งผลต่อน้ำแข็งที่ขั้วโลก ทำให้น้ำแข็งละลาย กระแสน้ำอุ่น กระแสน้ำเย็นในห้วงมหาสมุทรเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้สภาวอากาศเปลี่ยนแปลงไป อย่างนี้เป็นต้น ผู้เขียนเองแม้สนใจในเรื่องราวของวิทยาศาสตร์อยู่บ้างแต่ไม่ชำนาญพอที่จะอธิบายลึกถึงทฤษฎีบทเหล่านั้นว่าถูก หรือผิดประการใด

แต่ในแง่มุมของธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบแล้วทรงสั่งสอนพวกเราไว้นั้น สามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ทุกอย่าง เพราะว่าธรรมะ ก็คือธรรมชาตินั่นเอง โลกที่พวกเราอยู่กันนี้ประกอบด้วย ๒ ส่วนใหญ่ ๆ จึงจะเรียกว่าเป็นโลกได้ ส่วนแรก โลก คือ แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัย หมายเอาทั้งแผ่นดิน แผ่นน้ำ ท้องฟ้า รวมเข้าด้วยกันเรียกว่าโลก อีกส่วน คือสัตว์ที่อยู่อาศัยบนโลก ทั้งมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย โลกคือแผ่นดินรวมกับโลกคือหมู่สัตว์จึงเรียกว่าโลก ดังนั้นถ้ามองให้ละเอียดลงไป จะเห็นได้ว่าโลกประกอบด้วย ๒ สิ่งเท่านั้น คือ สังขารที่ไม่มีใจครอง กับสังขารที่มีใจครอง

สังขารที่ไม่มีใจครองในภาษาธรรม เรียกว่า อนุปปาทินนกสังขาร ส่วนสังขารที่มีใจครอง เรียกว่า อุปาทินนกสังขาร ยกตัวอย่างเช่น ภูเขา แม่น้ำ บ้านเรือน เป็นสิ่งไม่มีจิตใจ เรียกว่าไม่มีใจครอง คน สัตว์ มีจิตใจ สามารถตัดสินใจได้ ทำอะไร ๆ ก็ด้วยใจเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว กายถูกใจสั่งให้ทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ นี่เรียกว่ามีใจครอง

สังขารทั้ง ๒ เหล่ามีธรรมดา หรือมีปกติ อยู่ด้วยกัน ๓ ประการ เสมอเหมือนกันหมด คือ ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๑ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ๑ และไม่มีตัวตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริง ๆ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ๑ ธรรมดา หรือปกติ ๓ ประการนี้ เรียกว่า ไตรลักษณ์ ลักษณะ ๓ ประการก็ได้ เรียกว่า สามัญลักษณ์ หรือ ลักษณะที่เสมอกันก็ได้

สังขารทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า เหตุปัจจัย ถ้าจะอธิบายให้เห็นอย่างนักวิทยาศาสตร์ อาจบอกได้อย่างเช่น สิ่งของต่าง ๆ เกิดจากอะตอมหลาย ๆ อะตอม อะตอม เกิดจากอิเลคตรอน โปรตรอน ฯลฯ หรือ สิ่งมีชีวิตประกอบขึ้นมาจากเซล เซลเกิดมาจากนิวเคลียส โปรโตโซม ไมโตรคอนเดรีย ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป สังขารทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะสภาวอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์อยู่ในขณะนี้นั้น ก็มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงเหตุปัจจัย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังขารที่ไม่เป็นของผู้ใด ไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้ใดจะห้ามปรามไม่ให้เกิดได้ ในเมื่อเหตุปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว

หากทฤษฎีการกำเนิดโลกในทางวิทยาศาสตร์ ที่ว่าเดิมทีโลกมีอุณหภูมิสูงมาก ค่อย ๆ เย็นลง เกิดมหาสมุทรเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิตอีกทีหนึ่ง เป็นทฤษฎีที่ถูกต้องแล้ว แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในสมัยดึกดำบรรพ์สูญพันธุ์ไปก็มาก อย่างเช่นไดโนเสาร์ นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา

เรื่องธรรมดา ๆ ธรรมชาติ ๆ อย่างการเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ก็เมื่อมนุษย์เรานี้เองที่มองไม่เห็นความธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ และพยายามเปลี่ยนแปลงความธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

พื้นฐานความต้องการของมนุษย์ปุถุชน ย่อมประกอบด้วย ราคะ โทสะ และ โมหะ เป็นกิเลสที่ปิดบังจิตใจอันใสสะอาดบริสุทธิ์ ส่งผลให้มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อตอบสนอง ราคะ โทสะ และ โมหะ เหล่านั้นอย่างเต็มที่ ยิ่งวิทยาการสมัยใหม่ มีความเจริญมากขึ้นเท่าไร ดูเหมือนว่าราคะ โทสะ และโมหะ จะเจริญตามไปด้วย

สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตนเอง กลับกลายเป็นเหตุปัจจัยที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มนุษย์ไม่ชอบใจยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น อากาศร้อน คิดทำเครื่องปรับอากาศ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ทำให้อากาศร้อนขึ้นอีก เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้นอย่าลืมว่า แม้ไม่มีมนุษย์โลกย่อมเปลี่ยนแปลงไปเองตามปกติ ตามธรรมดา ตามธรรมชาติอยู่แล้ว สิ่งที่มนุษย์ทำเป็นเพียงการสร้างเหตุปัจจัยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปเร็วขึ้น และเป็นไปในทางที่มนุษย์เองกลับไม่ชอบใจ ดังนั้นสิ่งที่ควรใส่ใจจึงไม่ใช่การป้องกัน หรือแก้ไขไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง คือการเรียนรู้ปกติ ธรรมดา ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง และหัดที่จะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่างหาก

การเรียนรู้ และการหัดอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลง อาจจะแบ่งออกได้เป็น ๓ ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ระยะสั้น หมายถึง การเรียนรู้ และการหัดอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน อย่างเช่นกรณีการเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวงที่เกิดจากภัยพิบัติ คือ ธรรมะข้อสำคัญที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นธรรมมีอุปการะมาก ได้แก่ สติ และสัมปชัญญะ ประกอบกับการมีศิลปวิทยาในการนำตนและหมู่คณะให้พ้นจากอันตราย หากประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติ หรือแม้แต่อุบัติภัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตามที การเป็นผู้มีสติ สามารถระลึกได้เสมอก่อนที่จะตัดสินใจทำ หรือไม่ทำสิ่งใด และการเป็นผู้มีสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่ว่ากำลังทำอะไร และรู้ว่าควรทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย ย่อมทำให้ไม่ประมาท ไม่พลาดพลั้ง และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง  ยกตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ที่มีแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง มีการฝึกนักเรียนตั้งแต่เล็ก ให้รู้วิธีเอาตัวรอดเมื่อประสบเหตุแผ่นดินไหว เป็นต้น

ระยะกลาง หมายถึง การปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ ปรับวิธีการคิดเอาชนะธรรมชาติ มาเป็นการคิดอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ลดกิเลสราคะ โทสะ โมหะลง และพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นมุ่งเน้นไปที่ การรู้บทบาทและหน้าที่ของมนุษย์ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนสิ่งอื่นรอบ ๆ ตัว การรู้จักใช้ รู้จักดูแลสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นสิ่งอื่น การคิดอยากให้ผู้อื่นมีความสุข พ้นจากความทุกข์  อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ถ้าจะกล่าวด้วยคำสั้น ๆ ที่เป็นที่นิยมกันคือ จิตสำนึก จิตสาธารณะ และจิตอาสา นั่นเอง

ระยะยาว ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ต้องทำด้วยเวลาอันยาวนาน แต่หมายถึงการรอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากที่ประสบมาอย่างยาวนาน และอาจประสบต่อไปอีกยาวนานแสนนาน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ตามธรรมชาติ หรือทุกข์จากเหตุปัจจัยอื่น ด้วยการละตัวการ หรือต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงคือความอยาก ๓ ประการ คือ ความอยากได้ ความอยากเป็น และความอยากไม่เป็น ( ความไม่อยากเป็น ) ด้วยการดำเนินไปตามลำดับแห่งทางพ้นจากความทุกข์นั้น ตามทางแห่งการขัดเกลากิเลส กิเลสอย่างหยาบที่จะล่วงออกมาทางกายวาจาขัดเกลาได้ด้วยศีล กิเลสอย่างกลางขัดเกลาได้ด้วยสมาธิ กิเลสอย่างละเอียดที่สุดจะยุติลงได้ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา เมื่อใดที่บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อนั้นความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายก็จะกลายเป็นเพียง "สักแต่ว่าเปลี่ยนแปลง" เท่านั้น แม้โลกทั้งโลก ดาวทั้งดวง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ผู้ที่บริบูรณ์เช่นนี้ ย่อมสามารถอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเหตุและปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้สภาวะของโลกเราเปลี่ยนแปลงไปคือ การกระทำของมนุษย์เรากันเอง หากมนุษย์เรายินยอมพร้อมใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดเหตุปัจจัยนั้น ๆ ไม่ทำเหตุปัจจัยที่จะส่งผลกระทบไปในทางลบ เสริมสร้างปัจจัยทางบวก ผลกระทบที่กลับมาสู่มนุษย์เองย่อมเป็นไปในทางบวกมากขึ้น อย่าลืมว่าไม่มีกฎใดจะศักดิ์สิทธิ์ และยุติธรรมเท่า กฎแห่งกรรม

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก 

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

บุญรักษาครับ

เนื่องจากเอนทรี่นี้ โยมสีนิมนต์ให้ออกความเห็น ใคร่ครวญแล้ว เห็นว่ายาวแน่ ๆ ขอยกมาเป็นเอนทรี่ใหม่เลยแล้วกัน และขอยกข้อความมาไว้ที่นี่ดังนี้ ( สีน้ำเงิน คือข้อความของโยมสี )

ได้รับด้านล่างนี้จาก fw mail

ก่อนอื่นขอบอกว่านี่เป็นเรื่องจริงนะคะ ผู้ที่ต้องการรถเข็นสามารถติดต่อไปที่สมาคมคนพิการ หรือสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวได้เลย 
 
แต่เห็นอัพอย่างนี้ เรื่องรถเข็นไม่ใช่ประเด็นหลัก
 
เนื่องจากช่วงนี้สีฯทำงานข่าวเรื่องคนพิการ แล้วได้ยินคำพูดย้ำๆอยู่บ่อยๆว่า
"สังคมยังมองเรื่องปัญหาคนพิการในมุมมองเวทนานิยม"
 
คือมองว่าการแก้ปัญหาเรื่องคนพิการเป็นการสงเคราะห์ หรือว่า "ทำบุญ"
 
ไม่ได้จะบอกว่าทำบุญไม่ดี แต่สิ่งที่มันกลายเป็นออกมาคือ ความรู้สึกที่ว่า จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
แล้วกลายเป็นมองว่า"ทุกเรื่อง" ที่เกี่ยวกับคนพิการเป็นการเวทนาสงสาร สงเคราะห์ไปเสียหมด 
 
จริงๆก็เชื่อนะคะว่าหลายคนไม่ได้มองแบบนั้น แต่พอมันไม่ได้อยู่ในความสนใจหลักของเรา บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งนี้ไป แล้วหลายครั้งความเสียหายต่างๆก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการละเลยนี่แหละ 
 
ทำบุญน่ะดีค่ะ แต่เราควรดูดีๆด้วยว่า อย่างไหนคือ "ความช่วยเหลือ" อย่างไหนคือ "สิทธิของเขา"
บางเรื่อง อย่างสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดให้นะคะ ไม่ใช่รัฐสงเคราะห์
 
แล้ว fw mail ข้างต้นนี้ อาจจะเป็นแค่สีฯคนเดียวได้นะ
แต่เห็นแล้วมันจี๊ด
 
จี๊ดเพราะนึกถึงพี่ๆที่เคยคุยกัน เขาเห็นแล้วเขาจะรู้สึกยังไงบ้าง
 
ที่ต้องกลายมาเป็น "เป้าหมายในการทำบุญ"ซะแล้ว
 
คนพิการหลายคนเขาไม่คิดอะไรหรอกค่ะเพราะเขาเข้าใจ
แต่สำหรับผู้พิการอีกหลายคน ที่เขายังอยู่ในช่วงยอมรับความพิการของตัวเองอยู่
 
ความเวทนาสงสารนี่แหละค่ะ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำร้ายพวกเขามากที่สุด
 
ไม่อยากเขียนเอนทรีนี้ขึ้นเพราะอยากตำหนิและสั่งสอน 
แต่เขียนขึ้นเพราะอยากตั้งคำถาม แล้วก็เตือนตัวเองด้วย
 
ทำบุญ ทำบุญ...เออ ถ้าเราทำด้วยความรู้สึก"อยากจะทำบุญ" แค่นั้น มันจะดีเหรอวะ
 
สำหรับสีฯนะ ความคิดเปลี่ยนไปเยอะหลังจากทำโปรเจคหลังๆนี้
 
สีฯมองว่า อย่างน้อย ทำดีเพราะหวังดี เราก็มีความรู้สึกกับตัวเองดีกว่า ทำดีเพราะหวังบุญ
 
ปล. คิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม แต่สุดท้ายก็เขียน 
ปปล. ไม่ได้จะต่อต้านการรับวีลแชร์แต่อย่างใดนะคะ 
ปปปล. ทำงานมากๆแล้วอินจัดอีกแล้ว 
 
ก่อนจะเข้าประเด็น ขอว่าเรื่องของหลักธรรมเกี่ยวกับ บุญ ทาน เวทนา ก่อนครับ
 
ว่าด้วยเรื่องของการทำบุญ อย่างย่อ ๆ ก็มี ๓ คือ ทาน ศีล และภาวนา

ว่าด้วยเรื่องของทำบุญด้วยการให้ทาน ก็แบ่งได้ ๓ อีก คือ อามิสทาน ให้สิ่งของ ธรรมทาน ให้ธรรมะ ให้ความรู้ อภัยทาน ให้อภัย

ว่าด้วยวัตถุประสงค์ในการให้มี ๓ คือ
ให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่ด้อยกว่า
ให้เพื่อสงเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่เสมอกัน
ให้เพื่อบูชา ให้แก่คนและสัตว์ที่สูงกว่า ( โดยคุณธรรมนะไม่ใช่ส่วนสูง )

ต่อมาขอให้ทำความเข้าใจกับเรื่องของเวทนา กับเรื่องของความสงสาร ในภาษาพระคนละเรื่องกันนะครับ เวทนา หมายถึง ความเสวยอารมรณ์ คือการที่เรานั่นเองได้รับอารมณ์สุข ทุกข์ หรืออารมณ์เฉย ๆ เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าเวทนา

ส่วนสงสารนั้น ภาษาพระ เรียกว่า กรุณา คือ ความต้องการให้สัตว์อื่น พ้นจากความทุกข์ที่ได้รับอยู่

แต่ช่างภาษาพระเถิด ภาษาทางโลก เวทนา กรุณา สงสาร ใช้ปนเปกันไปมาอยู่แล้ว ถือว่าเข้าใจกัน

กลับมาที่ประเด็นของโยมสี อ่านแล้ว ได้ประเด็นหลักคือ

คนพิการก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แล้วทำไมเราทำเหมือนกับคนพิการต่ำต้อยนัก

ขอชี้แจงแถลงไขในทางธรรมให้ว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าปุถุชน คนธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าเป็นฆารวาส หรือบรรพชิตก็ตาม แม้กระทั่ง ท่านผู้เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ ทั้ง ๓ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ล้วนมี กิเลสเครื่องผูกมัด หรือสังโยชน์ตัวหนึ่งที่สำคัญอยู่ คือ มานะ ความถือตัว ( ไม่ใช่ภาษาโลก ที่มานะแปลว่าความเพียรพยายามบากบั่น ) 

มานะ ความถือตัวนี้ แบ่งด้วยมุมมองของเราเอง ได้ ๓ คือ ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา ถือว่าผู้อื่นเสมอกับเรา และถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา  แบ่งตามคุณสมบัติของเราได้ ๓ คือ เราด้อยกว่า เราเสมอเขา และเราดีกว่าเขา ดังนั้น ๓ x ๓ = ๙ ได้มานะ ๙ คือ

  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา

ทั้งนี้การมีมานะ หรือการถือตัวถือตน มองคนอื่นดีกว่าบ้าง เสมอกันบ้าง ด้อยกว่าบ้างนี้ มีเหตุสำคัญมาจาก ความที่เรายังคง "มีตัวตน" นั่นหมายถึง ยังไม่เกิดปัญญาเห็นว่า สังขาร ( คน สัตว์ สิ่งของ ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็น อนัตตา จนถึงขั้นเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดยินดีในเหยื่อของโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข(เทียม) และ รูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส (โผฏฐัพพะ) ที่อยู่ในฝ่ายน่าชอบใจน่ายินดีทั้งปวง และหลุดพ้นจากกิเลสทั้งสิ้น บรรลุธรรมขั้นสูง คือพระนิพพาน ( อรหัตตผล )

ดังนั้นถ้าถามว่า การที่เราเห็นคนพิการด้อยกว่า น่าเวทนา (ตามศัพท์ของโยมสี) นั้น เป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติครับ ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์

แต่ความต่างอยู่ที่ เมื่อเรามีมานะดังที่ว่าแล้ว เราแสดงออกอย่างไร ? เหมาะสมหรือไม่ ? ทำร้ายจิตใจใครหรือเปล่า ? เราทั้งหลายต่างกันตรงความรู้ในเรื่องการแสดงออกนี้เอง ความรู้ที่ว่านี้อธิบายได้ด้วยหลักธรรม ๗ ประการคือ ธรรมของสัตบุรษ ผุ้สงบระงับ

  • รู้จักเหตุ
  • รู้จักผล
  • รู้จักตนเอง
  • รู้จักประมาณ
  • รู้จักกาลเวลา
  • รู้จักประชุมชน (หมู่คณะ)
  • และที่สำคัญ คือรู้จักบุคคลยิ่ง(กว่า) บุคคลหย่อน(กว่า)
ถ้าเรารู้จัก ๗ อย่างนี้ แม้ในเบื้องต้น คือในระดับของคุณธรรม จริยธรรม ที่ยังเป็นโลกียธรรม ไม่ต้องถึงกับคุณธรรมชั้นสูงในระดับโลกุตตรธรรม ( มรรค ผล นิพพาน ) เท่านี้เราจะสามารถปฏิบัติกับผู้อื่นทั้งหมด ไม่เฉพาะกับคนพิการ ได้อย่างถูกต้อง

ทั้งหมดที่อธิบายมานี้ ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ นั้นไม่ยากเย็น " รู้จักเอาใจเขา มาใส่ใจเราซะบ้าง " เท่านั้นเอง และหากจะทำบุญ ด้วยการให้ทาน ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออนุเคราะห์ เพื่อสงเคราะห์ หรือเพื่อบูชา ก็แล้วแต่ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น

แต่ถึงกระนั้นก็มีเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาอีกประการคือ การให้ทานนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ คือความตระหนี่ ที่อยู่ในกิเลสฝ่ายโลภะ ความโลภ จะว่าไป ความโลภ ดูจะแรงกว่าตระหนี่ เพราะความโลภนั้นมีลักษณะคืออยากไดของผู้อื่น ส่วนตระหนี่นั้นคือหวงแหนของตัวเอง แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติให้พ้นออกจากทุกข์

ตราบใดที่เรายังมีความตระหนี่ หวงแหนสิ่งของนอกกายอยู่ หวงแหนของหยาบ ๆ อยู่ เราจะไม่มีทางสละสิ่งที่ละเอียดสุขุม คือ อัตตา ตัวตนของเราได้เป็นอันขาด

ผู้ที่รู้จักให้เป็นประจำสม่ำเสมอนั้น อย่างน้อย ๆ ก็ได้รับความรัก ความเมตตาจากผู้อื่น ดังที่มีธรรมสุภาษิตรับรองไว้ว่า "ททมาโน ปิโย โหติ - ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก " อย่างกลาง ๆ คือ เป็นผู้ไม่ขัดสนในสิ่งอันจำเป็นต่าง ๆ อย่างสูงคือบรรลุธรรมขั้นสูงได้โดยสะดวก เห็นไหมครับว่า การให้ เหมือนว่าเราเสียแต่ผู้อื่นได้ นั้นจริง ๆ แล้ว ต่างฝ่ายต่างได้ เป็น Win - Win ครับ

ดังนั้นขอให้เราทั้งหลายมาเป็นผู้ฉลาดในการให้เพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ บูชา ด้วยการแสดงออกที่ถูกต้องคือเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เพื่อประโยชน์ของตนเองดังในคำถวายสังฆทานว่า "อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ - เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ"

บุญรักษาครับ






Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos