วันนี้แล้วซินะครับ ที่เหล่าบล็อกเกอร์ หรือคนเขียนบล็อกทั่วโลก จะได้สร้างประวัติศาสตร์ และสร้างความเปลี่ยนแปลงกันอีกครั้ง กับกิจกรรมดี ๆ Blog Action Day 2009 : Climate Change ( สำหรับผู้ที่ไม่ทราบว่า BAD09 คืออะไร โปรดย้อนกลับไปอ่านเอนทรี่ก่อนหน้านี้  "สุดยอดกิจกรรมที่คนเขียนบล็อกไม่ควรพลาด [Blog Action Day 2009]" ) ไม่อารัมภบทยืดยาว เข้าเรื่องเลยแล้วกันครับ

อยู่กับการเปลี่ยนแปลง

พระมหานัธนิติ  สุมโน

พายุกิสนา พายุป้าหม่าถล่มฟิลิปปินส์ ซึนามิที่ซามัว แผ่นดินไหวใหญ่ในเขตแปซิฟิก และอีกหลาย ๆ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น กระจายไปทุกภูมิภาคทั่วโลกในช่วงเวลานี้ เหมือนเป็นสัญญาณเตือนเราทั้งหลายว่าการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างกำลังเกิดขึ้นกับโลกอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกเรา

หากมองในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ อาจมีคำอธิบายการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ด้วยหลาย ๆ ทฤษฎี เช่น ปรากฏการณ์เรือนกระจก ภาวะโลกร้อน ส่งผลต่อน้ำแข็งที่ขั้วโลก ทำให้น้ำแข็งละลาย กระแสน้ำอุ่น กระแสน้ำเย็นในห้วงมหาสมุทรเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้สภาวอากาศเปลี่ยนแปลงไป อย่างนี้เป็นต้น ผู้เขียนเองแม้สนใจในเรื่องราวของวิทยาศาสตร์อยู่บ้างแต่ไม่ชำนาญพอที่จะอธิบายลึกถึงทฤษฎีบทเหล่านั้นว่าถูก หรือผิดประการใด

แต่ในแง่มุมของธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบแล้วทรงสั่งสอนพวกเราไว้นั้น สามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ทุกอย่าง เพราะว่าธรรมะ ก็คือธรรมชาตินั่นเอง โลกที่พวกเราอยู่กันนี้ประกอบด้วย ๒ ส่วนใหญ่ ๆ จึงจะเรียกว่าเป็นโลกได้ ส่วนแรก โลก คือ แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัย หมายเอาทั้งแผ่นดิน แผ่นน้ำ ท้องฟ้า รวมเข้าด้วยกันเรียกว่าโลก อีกส่วน คือสัตว์ที่อยู่อาศัยบนโลก ทั้งมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย โลกคือแผ่นดินรวมกับโลกคือหมู่สัตว์จึงเรียกว่าโลก ดังนั้นถ้ามองให้ละเอียดลงไป จะเห็นได้ว่าโลกประกอบด้วย ๒ สิ่งเท่านั้น คือ สังขารที่ไม่มีใจครอง กับสังขารที่มีใจครอง

สังขารที่ไม่มีใจครองในภาษาธรรม เรียกว่า อนุปปาทินนกสังขาร ส่วนสังขารที่มีใจครอง เรียกว่า อุปาทินนกสังขาร ยกตัวอย่างเช่น ภูเขา แม่น้ำ บ้านเรือน เป็นสิ่งไม่มีจิตใจ เรียกว่าไม่มีใจครอง คน สัตว์ มีจิตใจ สามารถตัดสินใจได้ ทำอะไร ๆ ก็ด้วยใจเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว กายถูกใจสั่งให้ทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ นี่เรียกว่ามีใจครอง

สังขารทั้ง ๒ เหล่ามีธรรมดา หรือมีปกติ อยู่ด้วยกัน ๓ ประการ เสมอเหมือนกันหมด คือ ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๑ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ๑ และไม่มีตัวตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริง ๆ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ๑ ธรรมดา หรือปกติ ๓ ประการนี้ เรียกว่า ไตรลักษณ์ ลักษณะ ๓ ประการก็ได้ เรียกว่า สามัญลักษณ์ หรือ ลักษณะที่เสมอกันก็ได้

สังขารทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า เหตุปัจจัย ถ้าจะอธิบายให้เห็นอย่างนักวิทยาศาสตร์ อาจบอกได้อย่างเช่น สิ่งของต่าง ๆ เกิดจากอะตอมหลาย ๆ อะตอม อะตอม เกิดจากอิเลคตรอน โปรตรอน ฯลฯ หรือ สิ่งมีชีวิตประกอบขึ้นมาจากเซล เซลเกิดมาจากนิวเคลียส โปรโตโซม ไมโตรคอนเดรีย ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป สังขารทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะสภาวอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์อยู่ในขณะนี้นั้น ก็มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงเหตุปัจจัย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังขารที่ไม่เป็นของผู้ใด ไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้ใดจะห้ามปรามไม่ให้เกิดได้ ในเมื่อเหตุปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว

หากทฤษฎีการกำเนิดโลกในทางวิทยาศาสตร์ ที่ว่าเดิมทีโลกมีอุณหภูมิสูงมาก ค่อย ๆ เย็นลง เกิดมหาสมุทรเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิตอีกทีหนึ่ง เป็นทฤษฎีที่ถูกต้องแล้ว แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในสมัยดึกดำบรรพ์สูญพันธุ์ไปก็มาก อย่างเช่นไดโนเสาร์ นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา

เรื่องธรรมดา ๆ ธรรมชาติ ๆ อย่างการเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ก็เมื่อมนุษย์เรานี้เองที่มองไม่เห็นความธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ และพยายามเปลี่ยนแปลงความธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

พื้นฐานความต้องการของมนุษย์ปุถุชน ย่อมประกอบด้วย ราคะ โทสะ และ โมหะ เป็นกิเลสที่ปิดบังจิตใจอันใสสะอาดบริสุทธิ์ ส่งผลให้มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อตอบสนอง ราคะ โทสะ และ โมหะ เหล่านั้นอย่างเต็มที่ ยิ่งวิทยาการสมัยใหม่ มีความเจริญมากขึ้นเท่าไร ดูเหมือนว่าราคะ โทสะ และโมหะ จะเจริญตามไปด้วย

สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตนเอง กลับกลายเป็นเหตุปัจจัยที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มนุษย์ไม่ชอบใจยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น อากาศร้อน คิดทำเครื่องปรับอากาศ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ทำให้อากาศร้อนขึ้นอีก เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้นอย่าลืมว่า แม้ไม่มีมนุษย์โลกย่อมเปลี่ยนแปลงไปเองตามปกติ ตามธรรมดา ตามธรรมชาติอยู่แล้ว สิ่งที่มนุษย์ทำเป็นเพียงการสร้างเหตุปัจจัยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปเร็วขึ้น และเป็นไปในทางที่มนุษย์เองกลับไม่ชอบใจ ดังนั้นสิ่งที่ควรใส่ใจจึงไม่ใช่การป้องกัน หรือแก้ไขไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง คือการเรียนรู้ปกติ ธรรมดา ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง และหัดที่จะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่างหาก

การเรียนรู้ และการหัดอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลง อาจจะแบ่งออกได้เป็น ๓ ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ระยะสั้น หมายถึง การเรียนรู้ และการหัดอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน อย่างเช่นกรณีการเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวงที่เกิดจากภัยพิบัติ คือ ธรรมะข้อสำคัญที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นธรรมมีอุปการะมาก ได้แก่ สติ และสัมปชัญญะ ประกอบกับการมีศิลปวิทยาในการนำตนและหมู่คณะให้พ้นจากอันตราย หากประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติ หรือแม้แต่อุบัติภัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตามที การเป็นผู้มีสติ สามารถระลึกได้เสมอก่อนที่จะตัดสินใจทำ หรือไม่ทำสิ่งใด และการเป็นผู้มีสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่ว่ากำลังทำอะไร และรู้ว่าควรทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย ย่อมทำให้ไม่ประมาท ไม่พลาดพลั้ง และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง  ยกตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ที่มีแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง มีการฝึกนักเรียนตั้งแต่เล็ก ให้รู้วิธีเอาตัวรอดเมื่อประสบเหตุแผ่นดินไหว เป็นต้น

ระยะกลาง หมายถึง การปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ ปรับวิธีการคิดเอาชนะธรรมชาติ มาเป็นการคิดอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ลดกิเลสราคะ โทสะ โมหะลง และพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นมุ่งเน้นไปที่ การรู้บทบาทและหน้าที่ของมนุษย์ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนสิ่งอื่นรอบ ๆ ตัว การรู้จักใช้ รู้จักดูแลสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นสิ่งอื่น การคิดอยากให้ผู้อื่นมีความสุข พ้นจากความทุกข์  อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ถ้าจะกล่าวด้วยคำสั้น ๆ ที่เป็นที่นิยมกันคือ จิตสำนึก จิตสาธารณะ และจิตอาสา นั่นเอง

ระยะยาว ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ต้องทำด้วยเวลาอันยาวนาน แต่หมายถึงการรอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากที่ประสบมาอย่างยาวนาน และอาจประสบต่อไปอีกยาวนานแสนนาน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ตามธรรมชาติ หรือทุกข์จากเหตุปัจจัยอื่น ด้วยการละตัวการ หรือต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงคือความอยาก ๓ ประการ คือ ความอยากได้ ความอยากเป็น และความอยากไม่เป็น ( ความไม่อยากเป็น ) ด้วยการดำเนินไปตามลำดับแห่งทางพ้นจากความทุกข์นั้น ตามทางแห่งการขัดเกลากิเลส กิเลสอย่างหยาบที่จะล่วงออกมาทางกายวาจาขัดเกลาได้ด้วยศีล กิเลสอย่างกลางขัดเกลาได้ด้วยสมาธิ กิเลสอย่างละเอียดที่สุดจะยุติลงได้ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา เมื่อใดที่บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อนั้นความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายก็จะกลายเป็นเพียง "สักแต่ว่าเปลี่ยนแปลง" เท่านั้น แม้โลกทั้งโลก ดาวทั้งดวง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ผู้ที่บริบูรณ์เช่นนี้ ย่อมสามารถอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเหตุและปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้สภาวะของโลกเราเปลี่ยนแปลงไปคือ การกระทำของมนุษย์เรากันเอง หากมนุษย์เรายินยอมพร้อมใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดเหตุปัจจัยนั้น ๆ ไม่ทำเหตุปัจจัยที่จะส่งผลกระทบไปในทางลบ เสริมสร้างปัจจัยทางบวก ผลกระทบที่กลับมาสู่มนุษย์เองย่อมเป็นไปในทางบวกมากขึ้น อย่าลืมว่าไม่มีกฎใดจะศักดิ์สิทธิ์ และยุติธรรมเท่า กฎแห่งกรรม

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก 

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

บุญรักษาครับ

Comment

Comment:

Tweet

ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน
จงรีบทำสิ่งที่อยากทำให้ได้มากและดีที่สุด และจงอย่าประมาทกับสิ่งที่ทำเป็นอันขาด ภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนกับการเตือนว่า หมดเวลาของดาวเคราะห์ใบนี้ที่ชื่อว่า โลกแล้ว จงเร่งทำความดีเข้าไว้เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้อีกหรือเปล่า ทำดีไว้เพื่อเตรียมตัวไปพบพระศรีอาญในภพใหม่ที่ประเสริฐและสเถียรในความเป็นอยู่มากกว่านี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

ประภังกร ชุมชน ปี2 นิสิต มศก.

#37 By papungkorn commu2 at su. (202.44.135.245) on 2010-08-23 19:04

...ใช่แล้ว ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามกรรมที่ทั้งมนุษย์ และธรรมชาติ สร้าง

#36 By Sunset Glow (119.31.18.128) on 2009-12-20 20:13

Hot!
คิดดีทำดี
ขออนุดมทนาครับ

#35 By ปวดตับ on 2009-10-25 18:48

สาธุค่ะ big smile

#34 By Aoy+ on 2009-10-23 18:22

กราบขอบพระคุณค่ะ แจ่มแจ้งหนอ

#33 By มนตรา (202.142.194.101) on 2009-10-21 14:15

#31 โยมมนตรา : จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหา ฯ จิตอันฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ครับ ฝึกอย่างหยาบ ๆ ก็พอในระดับ ระยะกลาง คือ ฝึกจิตให้มี จิตสำนึก จิตสาธารณะ และ จิตอาสาครับ อีกอย่างการรู้สำนึก และบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ นั้น อยู่ในหลัก สัปปุริสธรรม ๗ ประการ ที่เคยบรรยายบ่อย ๆ ครับ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ประชุมชน รู้คนยิ่งคนหย่อน

#32 By mahaoath on 2009-10-20 09:07

แวะมาอ่านอย่างละเอียดอีกครั้งดีมากเลยค่ะ ชอบตรงที่ท่านเขียนเรื่องการเรียนรู้ และการหัดอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงในช่วงสุดท้าย เรียนถามเพิ่มเติมค่ะว่า แล้วธรรมะที่ใช้ในระยะกลางคืออะไรได้บ้างคะ เพราะเห็นท่านอ้างถึงธรรมะที่ใช้ในการเรียนรู้ในระยะสั้นและระยะยาวเท่านั้น

กราบขอบพระคุณค่ะ

และชอบบทความนี้ค่ะ

#31 By มนตรา (58.8.121.196) on 2009-10-20 03:41

สาธุค่ะ

#30 By มนตรา (58.8.118.98) on 2009-10-19 05:20

big smile big smile big smile

#29 By dp on 2009-10-17 19:22

ถ้าไปเขียนเรัยงความเชิงวิชาการนี่ได้รางวัลเลยนะเนี่ย ชอบตรงความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจากความคิดของมนุษย์ครับ

------------------------------------
http://exanime.exteen.com/ >:>> บล๊อก
ข่าวอนิเมของนายต้นโต๋เต๋ครับHot! Hot! Hot! Hot!

#28 By ExAnime on 2009-10-17 18:49

สาธุชน จึงควรปฏิบัติ

#27 By โลกมืด on 2009-10-17 14:53

สาธุ

#26 By โลกมืด on 2009-10-17 14:52

สาธุครับ โหสุดยอด

#25 By สรรหามาฝาก on 2009-10-17 08:08