เนื่องจากเอนทรี่นี้ โยมสีนิมนต์ให้ออกความเห็น ใคร่ครวญแล้ว เห็นว่ายาวแน่ ๆ ขอยกมาเป็นเอนทรี่ใหม่เลยแล้วกัน และขอยกข้อความมาไว้ที่นี่ดังนี้ ( สีน้ำเงิน คือข้อความของโยมสี )

ได้รับด้านล่างนี้จาก fw mail

ก่อนอื่นขอบอกว่านี่เป็นเรื่องจริงนะคะ ผู้ที่ต้องการรถเข็นสามารถติดต่อไปที่สมาคมคนพิการ หรือสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวได้เลย 
 
แต่เห็นอัพอย่างนี้ เรื่องรถเข็นไม่ใช่ประเด็นหลัก
 
เนื่องจากช่วงนี้สีฯทำงานข่าวเรื่องคนพิการ แล้วได้ยินคำพูดย้ำๆอยู่บ่อยๆว่า
"สังคมยังมองเรื่องปัญหาคนพิการในมุมมองเวทนานิยม"
 
คือมองว่าการแก้ปัญหาเรื่องคนพิการเป็นการสงเคราะห์ หรือว่า "ทำบุญ"
 
ไม่ได้จะบอกว่าทำบุญไม่ดี แต่สิ่งที่มันกลายเป็นออกมาคือ ความรู้สึกที่ว่า จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
แล้วกลายเป็นมองว่า"ทุกเรื่อง" ที่เกี่ยวกับคนพิการเป็นการเวทนาสงสาร สงเคราะห์ไปเสียหมด 
 
จริงๆก็เชื่อนะคะว่าหลายคนไม่ได้มองแบบนั้น แต่พอมันไม่ได้อยู่ในความสนใจหลักของเรา บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งนี้ไป แล้วหลายครั้งความเสียหายต่างๆก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการละเลยนี่แหละ 
 
ทำบุญน่ะดีค่ะ แต่เราควรดูดีๆด้วยว่า อย่างไหนคือ "ความช่วยเหลือ" อย่างไหนคือ "สิทธิของเขา"
บางเรื่อง อย่างสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดให้นะคะ ไม่ใช่รัฐสงเคราะห์
 
แล้ว fw mail ข้างต้นนี้ อาจจะเป็นแค่สีฯคนเดียวได้นะ
แต่เห็นแล้วมันจี๊ด
 
จี๊ดเพราะนึกถึงพี่ๆที่เคยคุยกัน เขาเห็นแล้วเขาจะรู้สึกยังไงบ้าง
 
ที่ต้องกลายมาเป็น "เป้าหมายในการทำบุญ"ซะแล้ว
 
คนพิการหลายคนเขาไม่คิดอะไรหรอกค่ะเพราะเขาเข้าใจ
แต่สำหรับผู้พิการอีกหลายคน ที่เขายังอยู่ในช่วงยอมรับความพิการของตัวเองอยู่
 
ความเวทนาสงสารนี่แหละค่ะ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำร้ายพวกเขามากที่สุด
 
ไม่อยากเขียนเอนทรีนี้ขึ้นเพราะอยากตำหนิและสั่งสอน 
แต่เขียนขึ้นเพราะอยากตั้งคำถาม แล้วก็เตือนตัวเองด้วย
 
ทำบุญ ทำบุญ...เออ ถ้าเราทำด้วยความรู้สึก"อยากจะทำบุญ" แค่นั้น มันจะดีเหรอวะ
 
สำหรับสีฯนะ ความคิดเปลี่ยนไปเยอะหลังจากทำโปรเจคหลังๆนี้
 
สีฯมองว่า อย่างน้อย ทำดีเพราะหวังดี เราก็มีความรู้สึกกับตัวเองดีกว่า ทำดีเพราะหวังบุญ
 
ปล. คิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม แต่สุดท้ายก็เขียน 
ปปล. ไม่ได้จะต่อต้านการรับวีลแชร์แต่อย่างใดนะคะ 
ปปปล. ทำงานมากๆแล้วอินจัดอีกแล้ว 
 
ก่อนจะเข้าประเด็น ขอว่าเรื่องของหลักธรรมเกี่ยวกับ บุญ ทาน เวทนา ก่อนครับ
 
ว่าด้วยเรื่องของการทำบุญ อย่างย่อ ๆ ก็มี ๓ คือ ทาน ศีล และภาวนา

ว่าด้วยเรื่องของทำบุญด้วยการให้ทาน ก็แบ่งได้ ๓ อีก คือ อามิสทาน ให้สิ่งของ ธรรมทาน ให้ธรรมะ ให้ความรู้ อภัยทาน ให้อภัย

ว่าด้วยวัตถุประสงค์ในการให้มี ๓ คือ
ให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่ด้อยกว่า
ให้เพื่อสงเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่เสมอกัน
ให้เพื่อบูชา ให้แก่คนและสัตว์ที่สูงกว่า ( โดยคุณธรรมนะไม่ใช่ส่วนสูง )

ต่อมาขอให้ทำความเข้าใจกับเรื่องของเวทนา กับเรื่องของความสงสาร ในภาษาพระคนละเรื่องกันนะครับ เวทนา หมายถึง ความเสวยอารมรณ์ คือการที่เรานั่นเองได้รับอารมณ์สุข ทุกข์ หรืออารมณ์เฉย ๆ เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าเวทนา

ส่วนสงสารนั้น ภาษาพระ เรียกว่า กรุณา คือ ความต้องการให้สัตว์อื่น พ้นจากความทุกข์ที่ได้รับอยู่

แต่ช่างภาษาพระเถิด ภาษาทางโลก เวทนา กรุณา สงสาร ใช้ปนเปกันไปมาอยู่แล้ว ถือว่าเข้าใจกัน

กลับมาที่ประเด็นของโยมสี อ่านแล้ว ได้ประเด็นหลักคือ

คนพิการก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แล้วทำไมเราทำเหมือนกับคนพิการต่ำต้อยนัก

ขอชี้แจงแถลงไขในทางธรรมให้ว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าปุถุชน คนธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าเป็นฆารวาส หรือบรรพชิตก็ตาม แม้กระทั่ง ท่านผู้เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ ทั้ง ๓ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ล้วนมี กิเลสเครื่องผูกมัด หรือสังโยชน์ตัวหนึ่งที่สำคัญอยู่ คือ มานะ ความถือตัว ( ไม่ใช่ภาษาโลก ที่มานะแปลว่าความเพียรพยายามบากบั่น ) 

มานะ ความถือตัวนี้ แบ่งด้วยมุมมองของเราเอง ได้ ๓ คือ ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา ถือว่าผู้อื่นเสมอกับเรา และถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา  แบ่งตามคุณสมบัติของเราได้ ๓ คือ เราด้อยกว่า เราเสมอเขา และเราดีกว่าเขา ดังนั้น ๓ x ๓ = ๙ ได้มานะ ๙ คือ

  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา 
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
  • เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา

ทั้งนี้การมีมานะ หรือการถือตัวถือตน มองคนอื่นดีกว่าบ้าง เสมอกันบ้าง ด้อยกว่าบ้างนี้ มีเหตุสำคัญมาจาก ความที่เรายังคง "มีตัวตน" นั่นหมายถึง ยังไม่เกิดปัญญาเห็นว่า สังขาร ( คน สัตว์ สิ่งของ ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็น อนัตตา จนถึงขั้นเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดยินดีในเหยื่อของโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข(เทียม) และ รูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส (โผฏฐัพพะ) ที่อยู่ในฝ่ายน่าชอบใจน่ายินดีทั้งปวง และหลุดพ้นจากกิเลสทั้งสิ้น บรรลุธรรมขั้นสูง คือพระนิพพาน ( อรหัตตผล )

ดังนั้นถ้าถามว่า การที่เราเห็นคนพิการด้อยกว่า น่าเวทนา (ตามศัพท์ของโยมสี) นั้น เป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติครับ ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์

แต่ความต่างอยู่ที่ เมื่อเรามีมานะดังที่ว่าแล้ว เราแสดงออกอย่างไร ? เหมาะสมหรือไม่ ? ทำร้ายจิตใจใครหรือเปล่า ? เราทั้งหลายต่างกันตรงความรู้ในเรื่องการแสดงออกนี้เอง ความรู้ที่ว่านี้อธิบายได้ด้วยหลักธรรม ๗ ประการคือ ธรรมของสัตบุรษ ผุ้สงบระงับ

  • รู้จักเหตุ
  • รู้จักผล
  • รู้จักตนเอง
  • รู้จักประมาณ
  • รู้จักกาลเวลา
  • รู้จักประชุมชน (หมู่คณะ)
  • และที่สำคัญ คือรู้จักบุคคลยิ่ง(กว่า) บุคคลหย่อน(กว่า)
ถ้าเรารู้จัก ๗ อย่างนี้ แม้ในเบื้องต้น คือในระดับของคุณธรรม จริยธรรม ที่ยังเป็นโลกียธรรม ไม่ต้องถึงกับคุณธรรมชั้นสูงในระดับโลกุตตรธรรม ( มรรค ผล นิพพาน ) เท่านี้เราจะสามารถปฏิบัติกับผู้อื่นทั้งหมด ไม่เฉพาะกับคนพิการ ได้อย่างถูกต้อง

ทั้งหมดที่อธิบายมานี้ ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ นั้นไม่ยากเย็น " รู้จักเอาใจเขา มาใส่ใจเราซะบ้าง " เท่านั้นเอง และหากจะทำบุญ ด้วยการให้ทาน ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออนุเคราะห์ เพื่อสงเคราะห์ หรือเพื่อบูชา ก็แล้วแต่ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น

แต่ถึงกระนั้นก็มีเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาอีกประการคือ การให้ทานนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ คือความตระหนี่ ที่อยู่ในกิเลสฝ่ายโลภะ ความโลภ จะว่าไป ความโลภ ดูจะแรงกว่าตระหนี่ เพราะความโลภนั้นมีลักษณะคืออยากไดของผู้อื่น ส่วนตระหนี่นั้นคือหวงแหนของตัวเอง แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติให้พ้นออกจากทุกข์

ตราบใดที่เรายังมีความตระหนี่ หวงแหนสิ่งของนอกกายอยู่ หวงแหนของหยาบ ๆ อยู่ เราจะไม่มีทางสละสิ่งที่ละเอียดสุขุม คือ อัตตา ตัวตนของเราได้เป็นอันขาด

ผู้ที่รู้จักให้เป็นประจำสม่ำเสมอนั้น อย่างน้อย ๆ ก็ได้รับความรัก ความเมตตาจากผู้อื่น ดังที่มีธรรมสุภาษิตรับรองไว้ว่า "ททมาโน ปิโย โหติ - ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก " อย่างกลาง ๆ คือ เป็นผู้ไม่ขัดสนในสิ่งอันจำเป็นต่าง ๆ อย่างสูงคือบรรลุธรรมขั้นสูงได้โดยสะดวก เห็นไหมครับว่า การให้ เหมือนว่าเราเสียแต่ผู้อื่นได้ นั้นจริง ๆ แล้ว ต่างฝ่ายต่างได้ เป็น Win - Win ครับ

ดังนั้นขอให้เราทั้งหลายมาเป็นผู้ฉลาดในการให้เพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ บูชา ด้วยการแสดงออกที่ถูกต้องคือเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เพื่อประโยชน์ของตนเองดังในคำถวายสังฆทานว่า "อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ - เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ"

บุญรักษาครับ

Comment

Comment:

Tweet

ทุกวันนี้อยากให้คนไทย ช่วยเหลือคนพิการเยอะๆ ครับ

อยากให้รัฐบาล ทำถนน ฟุตบาท ดีๆ ให้คนพิการ ได้เิดินสะดวกๆ บ้างจะดีมากเลยครับ

#25 By bb (58.9.44.250) on 2009-12-08 09:31

สังขารไม่เที่ยงจริงๆค่ะ หลวงพี่

สมัยก่อนคุณแม่เคยเป็นคนสวย ขับรถไปทำงาน จะไปไหนก็ไป แต่พอเราซักมัธยมต้นหน่อย คุณแม่เป็นมะเร็งกระดูก กระดูกที่ขาหายไปข้างนึงเลยค่ะ
เรียกว่าำลำบาก ใช้ชีวิตแบบคนพิการเลยทีเดียว
ตอนนั้นรู้ซึ้งจริงๆ ไม่มีใครดีกว่าใคร เพราะตอนที่คุณแม่ป่วย
ก็มีปัญหาไปทำงานไม่ได้ มีแต่คนบ่นว่าเป็นปัญหา
ทั้งที่ใช้ไม่เท้าหรือวอกเกอร์อื่นๆได้ และพูดจาไม่สงสารคนป่วยเลย

แต่เราเ้ข้าใจที่หลวงพี่กล่าวถึงจริงๆนะคะ
คุณแม่เองก็ไม่อยากให้ใครมาสร้างปมด้อยจริงๆว่า
"ฉันทำอะไรเหมือนคนอื่นๆไม่ได้" เราควรให้โอกาสเข้ามากกว่า ไม่มีใครอยากจะให้คนอื่นมาทำให้อะไรชั่วชีวิต แล้วตัวเองงอมืองอเท้า หรอก จริงมั๊ยคะ

เศร้าจริงๆค่ะ มนุษย์เรา
Hot! Hot!

#24 By timo on 2009-09-27 02:59

อนุโมทนาสาธุด้วยค่ะ

อ่านแล้ว เป็นการเพิ่มเติมความรู้ ความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นจริง ๆ

ขอบคุณค่ะ

#23 By Ikoong (114.128.166.243) on 2009-09-23 20:34

เขียนต่อประเด็น(ยาวมากกกกก) จะโพสต์ตรงนี้ก็เกรงใจ ขอทิ้งลิงค์ไว้นะคะ http://enamtan.exteen.com/20090917/entry

#22 By e-namtan on 2009-09-17 16:31

wedwfdrwf

#21 By (58.8.242.170) on 2009-09-17 16:18

จ้ากกก กดผิด จะกด big smile โทดครับเหอะๆๆ

เป็นกำลังใจให้ เดี๋ยวกระจายให้ครับ

#20 By Shuu Exteen on 2009-09-17 00:27

open-mounthed smile open-mounthed smile

#19 By Shuu Exteen on 2009-09-17 00:26

สนับสนุนครับ
สู้ๆครับ

#18 By pop_b.a.c.f by clover group on 2009-09-16 23:08

ขอบคุณมากๆค่ะ


อยากทำบุญเหมือนกันค่ะ

#17 By