ช่วยเหลือคนพิการ ได้บุญครับ
posted on 16 Sep 2009 09:47 by dhamweb in dhamma
เนื่องจากเอนทรี่นี้ โยมสีนิมนต์ให้ออกความเห็น ใคร่ครวญแล้ว เห็นว่ายาวแน่ ๆ ขอยกมาเป็นเอนทรี่ใหม่เลยแล้วกัน และขอยกข้อความมาไว้ที่นี่ดังนี้ ( สีน้ำเงิน คือข้อความของโยมสี )
ได้รับด้านล่างนี้จาก fw mail
ปปล. ไม่ได้จะต่อต้านการรับวีลแชร์แต่อย่างใดนะคะ
ปปปล. ทำงานมากๆแล้วอินจัดอีกแล้ว
ว่าด้วยเรื่องของทำบุญด้วยการให้ทาน ก็แบ่งได้ ๓ อีก คือ อามิสทาน ให้สิ่งของ ธรรมทาน ให้ธรรมะ ให้ความรู้ อภัยทาน ให้อภัย
ว่าด้วยวัตถุประสงค์ในการให้มี ๓ คือ
ให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่ด้อยกว่า
ให้เพื่อสงเคราะห์ ให้แก่คนและสัตว์ที่เสมอกัน
ให้เพื่อบูชา ให้แก่คนและสัตว์ที่สูงกว่า ( โดยคุณธรรมนะไม่ใช่ส่วนสูง )
ต่อมาขอให้ทำความเข้าใจกับเรื่องของเวทนา กับเรื่องของความสงสาร ในภาษาพระคนละเรื่องกันนะครับ เวทนา หมายถึง ความเสวยอารมรณ์ คือการที่เรานั่นเองได้รับอารมณ์สุข ทุกข์ หรืออารมณ์เฉย ๆ เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าเวทนา
ส่วนสงสารนั้น ภาษาพระ เรียกว่า กรุณา คือ ความต้องการให้สัตว์อื่น พ้นจากความทุกข์ที่ได้รับอยู่
แต่ช่างภาษาพระเถิด ภาษาทางโลก เวทนา กรุณา สงสาร ใช้ปนเปกันไปมาอยู่แล้ว ถือว่าเข้าใจกัน
กลับมาที่ประเด็นของโยมสี อ่านแล้ว ได้ประเด็นหลักคือ
คนพิการก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แล้วทำไมเราทำเหมือนกับคนพิการต่ำต้อยนัก
ขอชี้แจงแถลงไขในทางธรรมให้ว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าปุถุชน คนธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าเป็นฆารวาส หรือบรรพชิตก็ตาม แม้กระทั่ง ท่านผู้เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ ทั้ง ๓ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ล้วนมี กิเลสเครื่องผูกมัด หรือสังโยชน์ตัวหนึ่งที่สำคัญอยู่ คือ มานะ ความถือตัว ( ไม่ใช่ภาษาโลก ที่มานะแปลว่าความเพียรพยายามบากบั่น )
มานะ ความถือตัวนี้ แบ่งด้วยมุมมองของเราเอง ได้ ๓ คือ ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา ถือว่าผู้อื่นเสมอกับเรา และถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา แบ่งตามคุณสมบัติของเราได้ ๓ คือ เราด้อยกว่า เราเสมอเขา และเราดีกว่าเขา ดังนั้น ๓ x ๓ = ๙ ได้มานะ ๙ คือ
- เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา
- เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
- เราด้อยกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
- เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา
- เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
- เราเสมอเขา ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
- เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นดีกว่าเรา
- เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นเสมอเรา
- เราดีกว่า ถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา
ทั้งนี้การมีมานะ หรือการถือตัวถือตน มองคนอื่นดีกว่าบ้าง เสมอกันบ้าง ด้อยกว่าบ้างนี้ มีเหตุสำคัญมาจาก ความที่เรายังคง "มีตัวตน" นั่นหมายถึง ยังไม่เกิดปัญญาเห็นว่า สังขาร ( คน สัตว์ สิ่งของ ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็น อนัตตา จนถึงขั้นเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดยินดีในเหยื่อของโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข(เทียม) และ รูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส (โผฏฐัพพะ) ที่อยู่ในฝ่ายน่าชอบใจน่ายินดีทั้งปวง และหลุดพ้นจากกิเลสทั้งสิ้น บรรลุธรรมขั้นสูง คือพระนิพพาน ( อรหัตตผล )
ดังนั้นถ้าถามว่า การที่เราเห็นคนพิการด้อยกว่า น่าเวทนา (ตามศัพท์ของโยมสี) นั้น เป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติครับ ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์
แต่ความต่างอยู่ที่ เมื่อเรามีมานะดังที่ว่าแล้ว เราแสดงออกอย่างไร ? เหมาะสมหรือไม่ ? ทำร้ายจิตใจใครหรือเปล่า ? เราทั้งหลายต่างกันตรงความรู้ในเรื่องการแสดงออกนี้เอง ความรู้ที่ว่านี้อธิบายได้ด้วยหลักธรรม ๗ ประการคือ ธรรมของสัตบุรษ ผุ้สงบระงับ
- รู้จักเหตุ
- รู้จักผล
- รู้จักตนเอง
- รู้จักประมาณ
- รู้จักกาลเวลา
- รู้จักประชุมชน (หมู่คณะ)
- และที่สำคัญ คือรู้จักบุคคลยิ่ง(กว่า) บุคคลหย่อน(กว่า)
ทั้งหมดที่อธิบายมานี้ ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ นั้นไม่ยากเย็น " รู้จักเอาใจเขา มาใส่ใจเราซะบ้าง " เท่านั้นเอง และหากจะทำบุญ ด้วยการให้ทาน ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออนุเคราะห์ เพื่อสงเคราะห์ หรือเพื่อบูชา ก็แล้วแต่ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น
แต่ถึงกระนั้นก็มีเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาอีกประการคือ การให้ทานนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ คือความตระหนี่ ที่อยู่ในกิเลสฝ่ายโลภะ ความโลภ จะว่าไป ความโลภ ดูจะแรงกว่าตระหนี่ เพราะความโลภนั้นมีลักษณะคืออยากไดของผู้อื่น ส่วนตระหนี่นั้นคือหวงแหนของตัวเอง แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติให้พ้นออกจากทุกข์
ตราบใดที่เรายังมีความตระหนี่ หวงแหนสิ่งของนอกกายอยู่ หวงแหนของหยาบ ๆ อยู่ เราจะไม่มีทางสละสิ่งที่ละเอียดสุขุม คือ อัตตา ตัวตนของเราได้เป็นอันขาด
ผู้ที่รู้จักให้เป็นประจำสม่ำเสมอนั้น อย่างน้อย ๆ ก็ได้รับความรัก ความเมตตาจากผู้อื่น ดังที่มีธรรมสุภาษิตรับรองไว้ว่า "ททมาโน ปิโย โหติ - ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก " อย่างกลาง ๆ คือ เป็นผู้ไม่ขัดสนในสิ่งอันจำเป็นต่าง ๆ อย่างสูงคือบรรลุธรรมขั้นสูงได้โดยสะดวก เห็นไหมครับว่า การให้ เหมือนว่าเราเสียแต่ผู้อื่นได้ นั้นจริง ๆ แล้ว ต่างฝ่ายต่างได้ เป็น Win - Win ครับ
ดังนั้นขอให้เราทั้งหลายมาเป็นผู้ฉลาดในการให้เพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ บูชา ด้วยการแสดงออกที่ถูกต้องคือเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เพื่อประโยชน์ของตนเองดังในคำถวายสังฆทานว่า "อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ - เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ"
บุญรักษาครับ




![Good 2 Share [facebook group]](http://dhamweb.exteen.com/images/theme2009/FaceBook_32x32.png)






มาอ่านหลวงพี่แล้วก็รู้สึกตัวว่า เออเราก็ยังไม่ได้บรรลุอรหันต์นี่หว่า
ช่วงนี้ผูกติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากๆมุมมองก็ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นผลดีจริงๆ ขอบคุณหลวงพี่มากๆค่ะที่ช่วยเตือนสติ
#1 By สีดา...มาหานะเธอ on 2009-09-16 11:32