ถึงวันที่ ๑๕ แล้วซินะครับ วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า วันเทโวโรหนะ หรือวันพระพุทธเจ้าเปิดโลก เรื่องของเรื่องคือว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดโยมมารดา ออกพรรษาแล้วเสด็จลงจากดาวดึงส์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากพระธรรมเทศนาที่ได้แสดงไว้เองเมื่อเช้านี้แล้วกันนะครับ

ฟังสด ( 18:15 นาที )

Stream  จิ้มที่นี่ ( อ่านวิธีฟังแบบ stream ได้ที่ entry ก่อนหน้านี้นะครับ อยากให้ฟังวิธีนี้เพราะเสียงดีกว่า และไม่ต้องรอโหลดให้่ยุ่งยากเหมือน ฟังจากเครื่องเล่นที่เป็น flash อย่าง imeem หรือ ijigg )

Download 18MB

นอกจากเป็นวันเทโวโรหนะแล้วยังเป็นวันสำคัญของชาว bloger ทั้งหลายด้วย คือเป็นวัน Blog Action Day 2008 ที่ชาวบล็อกทั่วโลกจะพร้อมใจกันกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ปีนี้กำหนดไว้ที่เรื่อง "ความยากจน"

สายลมแห่งปัญญา ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมกับเขาซะด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียสัจจะ ดังนั้นวันนี้จึงขอยกเรื่องของความยากจนมานำเสนอในแนวทางธรรม

พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ

พระมหานัธนิติ  สุมโน

ในทางโลก วิชาที่ว่าด้วยความยากจนคงไม่พ้นวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นระดับบุคคล หรือหน่วยธุรกิจ เรียกว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาค ระดับประเทศ เรียก เศรษฐศาสตร์มหภาค  ไม่ว่าจุลภาค หรือ มหภาค ต่างมีหลักการที่เหมือนกัน คือ นิยามของเศรษฐศาสตร์ว่า "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสามารถสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด" และข้อสมมติที่ว่า "ให้ตัวแปรอื่น ๆ คงที่"  นักเรียนเศรษฐศาสตร์คงจะทราบกันดี แต่ขออธิบายไว้นิดหน่อย อย่างเช่น สมมติว่า อุปสงค์ ( ความต้องการ ) ขึ้นอยู่กับราคา ราคามากต้องการน้ัอย ราคาน้อยต้องการมาก อย่างอื่น คงที่ คือไม่มีผล  แต่ในโลกของความเป็นจริง อะไร ๆ ก็มีผลทั้งนั้น ตำรวจสลายการชุมนุม หุ้นตก เป็นตัวอย่าง ไม่ได้เกี่ยวกับราคาเลยสักนิดเดียว

จุดมุ่งหมายของทั้งจุลภาค และมหภาค เหมือนกัน คือเรื่องของเงิน ตัวชี้วัดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจคือทรัพยากรภายนอกในรูปของสิ่งที่ใช้แทนได้แก่เงิน  จุลภาค ต้องการทำต้นทุนให้ต่ำที่สุด ทำรายได้ให้มากที่สุด คือทำกำไรสูงสุด ส่วนมหภาคก็ต้องการรายได้หรือการผลิตของชาติเป็นหลัก

นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มองความจริงว่าสิ่งมุ่งหวังของพวกเขาเป็นเพียงสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย นอกไปจากความพยายามหาสิ่งนอกตัวมาให้เป็นที่ยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

พระพุทธศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากเรื่องที่มุ่งเน้น โลกุตตรธรรม หรือ ธรรมอันเหนือโลก คือมุ่งมรรค ผล นิพพานแล้ว ยังไม่ทรงทิ้งธรรมอันเป็นโลกิยะ คือธรรมที่ยังเป็นวิสัยของโลก ยังทรงสั่งสอนในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในแนวทางที่ตรงข้ามกับวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ มีนิยามว่า "การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการที่จำกัดได้ของมนุษย์"  นักเศรษฐศาสตร์ได้ดูแคลนตัวเอง และพวกเราไว้ว่า ไม่สามารถจัดการกับโลภะ หรือ ความโลภ ต้องการ อยาก ของเราได้ ทั้ง ๆ ที่ ตนเองยังไม่ได้รู้จักกับเจ้ากิเลสกองที่ ๑ ให้แจ่มชัด เมื่อถูกโลภะครอบงำ หรือเห็นผู้ที่ถูกโลภะครอบงำ จึงคิดค้นวิชาเศรษฐศาสต์ที่มีนิยามตั้งต้น หรือมีเงื่อนไขหลัก ที่ไม่ถูกต้อง  ต่างกับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของกิเลสทั้งหลาย รวมทั้งความโลภที่เป็นประเด็นนี้ด้วย ความโลภนั้นสามารถกำจัดได้ด้วยการฝึกหัดขัดเกลาของแต่ละบุคคล ด้วยเครื่องมือสำคัญ ๓ อย่าง คือ ทาน การให้ปัน ศึล การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย และ ภาวนา การทำให้สมาธิและปัญญามีขึ้นในตนเอง เพราะฉะนั้นนิยามของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ จึงเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว

ก่อนจะขัดเกลากิเลสจนหมดความโลภได้นั้น พระพุทธองค์ยังทรงแสดงไว้แม้แต่เรื่องการใช้จ่ายภาคเอกชน ระดับเล็ก ๆ ระดับที่เรียกได้ว่า พุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่นทรงแสดงเหตุที่ทำให้ทรัพย์ของบุคคลต้องเสื่อมไปว่ามีเหตุจากอบายมุข ๔ อย่าง คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงพนัน นักเลงสุรา และคบคนชั่ว  ทรงแสดงวิธีการทำให้มีทรัพย์ ไว้ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ว่าต้อง ขยันหมั่นหา รู้รักษาทรัพย์ คบเพื่อนดี และมีความเสมอต้นเสมอปลาย  ทรงแสดงเรื่องของความล่มสลายของหน่วยทางธุรกิจ หรือหน่วยทางสังคมไว้ว่าเกิดจาก ไม่แสวงหาพัสดุที่สูญหาย ไม่บูรณะสิ่งที่เก่าคร่ำคร่า ไม่ประมาณในการบริโภค และตั้งคนไม่มีศีลเป็นหัวหน้า ทรงแสดงการจัดสรรทรัพยากรของเอกชนไว้ด้วยหัวข้อ ประโยชน์เกิดจากการถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง คือ เลี้ยงตัวและครอบครัวให้เป็นสุข ๑ เลี้ยงดูมิตรสหาย ๑ บำบัดอันตรายจากเหตุต่าง ๆ ๑ ทำพลี ๕ อย่าง ( สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ เสียภาษีอากร ทำบุญให้เทวดา ) ๑ และบำรุงสมณพราหมณ์ ๑ โดยนำทรัพย์ที่หามาได้ แบ่งมาใช้จ่ายในแต่ละเรื่อง เพียงแค่ระดับเบี้องต้น หรือระดับโลกิยพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค นี้ก็เพียงพอต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ หรือ สร้างผลผลิต ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างง่ายดาย

แต่หากเรามองสูงขึ้นไปใกล้กับโลกุตตรธรรมมากขึ้น ยิ่งพบได้ว่าเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เชื่อถือลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการจัดการกับความโลภซึ่งอยู่ภายในของแต่ละคน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมายอย่างไร

ภิกษุ เป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่ใช้การจัดการความโลภ แทนที่การมุ่งจัดการกับทรัพยากรภายนอก โดยการลดการใช้ทรัพยากรลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น คือปัจจัย ๔ ประการ เครื่องนุ่งห่ม มีเพียงผ้ากาสาวพัตร์ เพื่อป้องกันผัสสะที่ร้ายกาจจากลมแดด ความร้อน ความหนาว สัตว์ต่าง ๆ และปกปิดอวัยวะที่ควรปกปิด พระภิกษุสามารถไปงานพระราชพิธี ได้ด้วยชุดชุดเดียวกันกับที่นุ่งห่มล้างห้องน้ำในวัด อาหาร เพียงประทังความหิว เพื่อให้มีเรี่ยวแรงปฏิบัติธรรม ที่อยู่อาศัยมีไว้ป้องกันอันตรายจากสภาพอากาศ ยารักษาโรคมีเพื่อบำบัดอาพาธต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น  การขัดเกลากิเลสด้วยการลดสิ่งเกินจำเป็นลง ส่งผลให้จิตใจของผู้ปฏิบัติละความโลภได้อย่างดี

หากจะวัดความรวย หรือความจน ด้วยวิธีคิดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เครื่องชี้วัดคือเงิน หรือ ทรัพยากรภายนอก ที่มีมากกว่าจัดว่ารวย มีน้อยกว่าจัดว่าจน แต่ในทางพุทธศาสตร์วัดด้วย ความพอ ใครพอมากกว่าจัดว่ารวย ใครไม่พอจัดว่าจน มีคำกลอนธรรมสุภาษิตว่า

ไม่พอ ใจจน เป็นคนเข็ญ

พอแล้วเป็น คนมี มหาศาล

จนทั้งนอก จนทั้งใน ไม่ได้การ

จงคิดอ่าน แก้จน เป็นคนพอ

ถ้าคนจน คือคนที่ไม่มีทรัพยากรต้องดิ้นรนแสวงหา ทำงานอาบเหงื่อแต่เช้ายันค่ำ แล้วเศรษฐีที่ต้องทำงานหาเงินจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จะต่างอะไรกัน ในทางตรงข้ามคนที่มีทรัพยากรน้อย แต่สามารถขัดเกลาความโลภของตนได้ พอใจกับสิ่งที่ได้ที่มี กลับเป็นคนที่รวยความสุขทางใจมากกว่า  คนที่มีร้อยล้าน พันล้าน ถ้าไม่พอเสียอย่างเดียว ก็เป็นคนจนที่ใจ  จนจริงคือไม่มียังแก้ได้ด้วยการทำงาน แต่จนใจเพราะไม่พอนั้น ลำบากกว่าจนจริงยิ่งนัก

ดังนั้นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่งในทางพุทธเศรษฐศาสตร์จึงได้แก่ความพอ ซึ่งเป็นตัวแปรผกผันกับความโลภ โลภมาก คือไม่พอ เท่ากับจนมาก โลภน้อย คือพอ เท่ากับรวยมาก และการจะเป็นคนรวยได้ก็ด้วยการขัดเกลากิเลสของตนเองออกให้มากที่สุดด้วยการดำเนินตามแนวทาง ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา ตามที่พระบรมครูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ให้เราเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีก่อน

อ่านจบแล้วก็มาเริ่มแก้จนกันได้เลยครับ เริ่มด้วยทานคือการให้ก่อนเลย ประกาศรับบริจาคของที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่ใช้แล้วเพื่อร่วมบริจาคกับ บินเดี่ยว โซไซตี้  ไปช่วยเหลือชาวเขาที่แม่ฮ่องสอนกันประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ถ้าอยู่ใกล้ย่านท่าพระโปรดติดต่อเจ้าของบล็อกบินเดี่ยว แต่ถ้าอยู่ใกล้อยุธยา มาบริจาคได้ที่สำนักงานวัดใหญ่ชัยมงคล โทร 0 3524 2640 ต่อ 32 โทรสาร ต่อ 20 ถ้าไม่ไกลมาก และมีของปริมาณพอสมควรจะให้ไปรับถึงที่ก็ย่อมได้ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ http://mahaoath.com อนุโมทนาล่วงหน้า

บุญรักษาครับ

เพิ่มเติมหลังจากขึ้น Hot Post

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียประโยชน์จากการได้ขึ้นฮ๊อทครั้งแรก อยากจะฝากโครงการของท่าน Dhammasarokikku แห่ง บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลืองไว้ให้ช่วยกันโฆษณาครับ  ได้ทำแบนเนอร์ไว้ ๒ แบบ ขอให้ช่วยกันนำไปแปะไว้ที่บล็อกของเพื่อน ๆ ช่วย ๆ กันครับ ชาวเขาเหล่านั้นยากไร้จริง ๆ

ขนาด ๒๐๐ คูณ ๒๐๐

 

ขนาด ๔๖๘ คูณ ๖๐

จิ้มที่นี่เพื่อรับ code html ( อยู่ที่บอร์ด mahaoath.com อยากแปะไว้หน้านี้เลยแต่ทำไม่สำเร็จ งง )

 

Comment

Comment:

Tweet

จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง เรื่อง การแก้จนด้วยธรรมะ
ทำให้ได้รู้ว่าความรวยความจนไม่ได้วัดกันที่เงิน
ถึงแม้ว่าเรารวยแต่เราไม่รู้จักพอ รวยไปก็เท่านั้น
ถ้าเราจนแต่เรามีความพอใจในสิ่งที่เรามีน่าจะดีกว่า

คนส่วนมากเกิดมาหวังอย่างเดียวว่าอนาคตจะรวย จะเป็นมหาเศรษฐีแต่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าอนาคตตัวเองอยากมีความสุขซึ่งแท้จริงแล้วความสุขสามารถทำได้ง่ายๆ จากการที่เรารู้จักคำว่าพอเพียง ภูมิใจในสิ่งที่เรามีไม่ต้องไปแข่ง ไปแย่งชิงอะไรจากใคร แค่นี้ก็ถือเป็นความสุขที่แท้จริงแล้ว แต่เราก็ควรที่จะทำทาน ช่วยเหลือและมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย
เช่นกัน การให้โดยไม่หวังผลตอบแทนผมว่ามันมีความสุขมากเลยนะครับ



นาย ชิตพล สุวรรณนที 12520809
คณะวิทยาการจัดการ สาขาธุรกิจภาษาอังกฤษ
มหาวิทยาลัยศิลปากร

big smile

#120 By ชิตพล สุวรรณนที (61.7.136.185) on 2010-09-14 00:05

ส่งงาน Quiz ครั้งที่ 2 ตอบคำถามดังนี้

1 ได้รับความรู้ใดบ้างจากการฟังบรรยายจากพระอาจารย์ พระมหานัธนิติ สุมโน
2รากเหง้าของความยากจนคืออะไร

กราบนมัสการ พระอาจาย์ค่ะ
และสวัสดีอาจาร์ ดร. มนตรา

ดิฉัน นางสาวพฤกษา บุญเพ็ญ คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ 12520863

1 ได้รับความรู้ใดบ้างจากการฟังบรรยายจากพระอาจารย์ พระมหานัธนิติ สุมโน

จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้ความรู้แก่
นักศึกษาในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง ทำให้ดิฉันทราบถึงจุดมุ่งหมายในการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์และประโยชน์ของการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จากที่พระอาจารย์ได้กล่าวถึงเมื่อครั้งจบการศึกษาและทำงานต่อในด้านสายงานที่ศึกษามา
เมื่อพระอาจารย์บวช ได้พบกับหลักธรรมของชีวิตที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ว่าเงินทองไม่ได้ทำให้คนรวย ความพอ ต่างหาก ที่ทำให้คนรวย
พระอาจารย์ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการดับทุกข์ ด้วยอิทธิบาท 4 และ หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ ในการเรียน
สุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่จิตใจ หากเราควบคุมจิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในความพอดี ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นไม่เอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพียงเท่านี้เราก็จะมีความสุขแล้ว คนที่ร่ำรวยมีเงินล้นฟ้าก็มีความทุกข์ได้ ถ้าไม่รู้จักพอ มีแล้วก็ยังอยากจะมีเพิ่มทำให้เป็นคนจนใจ ไม่มีความสุข จนหรือรวยไม่ได้วัดที่ทรัพยากรที่มีอยู่ หากแต่เป็นจิตใจที่มีแต่ความพอดีต่างหาก


2รากเหง้าของความยากจนคืออะไร
รากเหง้าของความจน คือ ความโลภ คนที่โลภ คือ มีกิเลส เราสามารถดับกิเลสได้ด้วยเครื่องมือ คือ
ทาน เราควรให้ผู้อื่นบ้าง สิ่งนั้นจะเป็นผลบุญที่ทำให้เราไม่ลำบากตรากตรำ
ศีล เราควรรักษาศีล ทั้งกาย วาจา ใจ ศีลเป็นตัวที่ทำให้คนทุกคนเป็นคนที่ดีงาม
ภาวนา เราควรเจริญภาวนาอยู่เป็นนิจ เพราะการที่เราภาวนานั้น เราจะมีสมาธิ มีสติ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้ และ ทางที่แก้ไขปัญหานั้นจะเป็นทางที่ดีที่สุด ถ้าเรามีเครื่องมือทั้งสามนี้ครบ จะทำให้เราเป็นคนที่รวยซึ่ง ผลบุญ ความสุข ปัญญา
การแก้จนด้วยธรรมะ
ได้รู้ว่าความรวยความจนไม่ได้วัดกันที่เงิน
ถึงแม้ว่าเราร่ำรวยเงินทองแต่เราไม่รู้จักพอ ความร่ำรวยก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นสุข
ถ้าเราไม่ร่ำรวยแต่เรามีความพอใจในสิ่งที่มี เราก็สามารถอยู่อย่างเป็นสุขได้



confused smile big smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#119 By พฤกษา บุญเพ็ญ (202.44.135.245) on 2010-09-13 14:43

ส่งงาน Quiz ครั้งที่ 2 ตอบคำถามดังนี้

1 ได้รับความรู้ใดบ้างจากการฟังบรรยายจากพระอาจารย์ พระมหานัธนิติ สุมโน
2รากเหง้าของความยากจนคืออะไร

กราบนมัสการ พระอาจาย์ค่ะ
และสวัสดีอาจาร์ ดร. มนตรา

ดิฉัน นางสาวพฤกษา บุญเพ็ญ คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ 12520863

1 ได้รับความรู้ใดบ้างจากการฟังบรรยายจากพระอาจารย์ พระมหานัธนิติ สุมโน

จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้ความรู้แก่
นักศึกษาในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง ทำให้ดิฉันทราบถึงจุดมุ่งหมายในการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์และประโยชน์ของการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จากที่พระอาจารย์ได้กล่าวถึงเมื่อครั้งจบการศึกษาและทำงานต่อในด้านสายงานที่ศึกษามา
เมื่อพระอาจารย์บวช ได้พบกับหลักธรรมของชีวิตที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ว่าเงินทองไม่ได้ทำให้คนรวย ความพอ ต่างหาก ที่ทำให้คนรวย
พระอาจารย์ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการดับทุกข์ ด้วยอิทธิบาท 4 และ หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ ในการเรียน
สุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่จิตใจ หากเราควบคุมจิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในความพอดี ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นไม่เอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพียงเท่านี้เราก็จะมีความสุขแล้ว คนที่ร่ำรวยมีเงินล้นฟ้าก็มีความทุกข์ได้ ถ้าไม่รู้จักพอ มีแล้วก็ยังอยากจะมีเพิ่มทำให้เป็นคนจนใจ ไม่มีความสุข จนหรือรวยไม่ได้วัดที่ทรัพยากรที่มีอยู่ หากแต่เป็นจิตใจที่มีแต่ความพอดีต่างหาก


2รากเหง้าของความยากจนคืออะไร
รากเหง้าของความจน คือ ความโลภ คนที่โลภ คือ มีกิเลส เราสามารถดับกิเลสได้ด้วยเครื่องมือ คือ
ทาน เราควรให้ผู้อื่นบ้าง สิ่งนั้นจะเป็นผลบุญที่ทำให้เราไม่ลำบากตรากตรำ
ศีล เราควรรักษาศีล ทั้งกาย วาจา ใจ ศีลเป็นตัวที่ทำให้คนทุกคนเป็นคนที่ดีงาม
ภาวนา เราควรเจริญภาวนาอยู่เป็นนิจ เพราะการที่เราภาวนานั้น เราจะมีสมาธิ มีสติ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้ และ ทางที่แก้ไขปัญหานั้นจะเป็นทางที่ดีที่สุด ถ้าเรามีเครื่องมือทั้งสามนี้ครบ จะทำให้เราเป็นคนที่รวยซึ่ง ผลบุญ ความสุข ปัญญา
การแก้จนด้วยธรรมะ
ได้รู้ว่าความรวยความจนไม่ได้วัดกันที่เงิน
ถึงแม้ว่าเราร่ำรวยเงินทองแต่เราไม่รู้จักพอ ความร่ำรวยก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นสุข
ถ้าเราไม่ร่ำรวยแต่เรามีความพอใจในสิ่งที่มี เราก็สามารถอยู่อย่างเป็นสุขได้



confused smile big smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#118 By พฤกษา บุญเพ็ญ (202.44.135.243) on 2010-09-13 14:42

จากการที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้ในหัวข้อเรื่อง พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ

ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมและข้อคิดใหม่ๆ

- เศรษฐศาตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่อยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเพียงพอต่อความต้องการอันไม่จำกัดของมนุษย์
ในทางพุทธศาสนา ความต้องการอันไม่จำกัด หรือ การไม่รู้จัก"พอเพียง" ในสิ่งตนมี การโลภ การมีกิเลส อยากได้สิ่งต่างๆที่เกินความจำเป็น เป็นสาเหตุของปัญหาความยากจน
- เราสามารถนำหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการขัดเกลาจิตใจของแต่ละบุคคลให้รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี เช่น ทาน ศีล และภาวนา


นอกจากนี้ยังประทับใจที่พระอาจารย์ได้ยกตัวอย่างว่า การทะเลาะกับเพื่อน ทำให้เกิด"ค่าเสียโอกาส" ที่จะไม่ได้เป็นเพื่อนกับคนนั้น ซึ่ีงจะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนาสามารถนำมาใช้ได้จริงในการดำรงชีวิตและในทางเศรษฐศาสตร์


น.ส เบญจวรรณ พิทักษ์สกุลชน 12520846
สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2

#117 By Benjawan Pitaksakunchon (202.44.135.242) on 2010-09-13 12:18

กราบนมัสการพระอาจารย์

จากการได้อ่านบทความนี้ ผมเห็นว่าเศรษฐาสตร์สามารถที่จะนำมาใช้ได้กับสิ่งต่างๆในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ หรือ จริยธรรม หากเราทุกคน สามารถที่จะนำสองสิ่งนี้มารวมกัน จะสามารถทำให้สังคมจะสงบสุขกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะทุกวันนี้คนเราเน้นแต่คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ ละเลยคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เราเคยมีมาตั้งแต่อดีต ถ้าทุกคนมีความพึงพอใจ ก็จะไม่เกิดความแก่งแย่งชิงดี ทำให้สังคใสงบสุข

นาย เอกพงษ์ ปึงเสียงดี 12520945 สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ปี2

#116 By เอกพงษ์ (202.44.135.246) on 2010-09-13 08:23

นมัสการค่ะ
(ต้องขออภัยด้วยนะคะที่มาเม้นช้าไปหน่อย)

จากที่ได้ฟังพระอาจารย์บรรยายเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมนั้น ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ ทั้งในแง่ของธรรมะและในแง่ของการดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง อีกทั้งยังได้รู้ด้วยว่าเมื่อเราประสบกับปัญหา เราควรจะแก้ปํญหาอย่างไรจึงจะตรงจุด และควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ก้าวพ้นความทุกข์ที่เกิดจากปัญหานั้นๆไปได้ การบรรยายของพระอาจารย์นั้นทำให้ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งรวมถึงวิธีการปฏิบัติตนในยามที่มีปัญหาด้านหน้าที่การงานและปัญหาในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

ในส่วนของพุทธศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะนั้น ได้รู้ว่ารากเหง้าหรือสาเหตุของความจนนั้นก็คือกิเลสตัวหนึ่งที่เรียกว่า\"ความโลภ\" ซึ่งความโลภและความไม่รู้จักพอของมนุษย์เรานี่เองที่ทำให้เกิดความอยาก ความอิจฉาและการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ทำให้ชีวิตไม่มีความสุขและนำไปสู่การทำผิดศีลธรรมตามมาอีกด้วย ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าความโลภนั้นไม่ได้ส่งผลดีอะไรต่อชีวิตของเราเลย

การจะขจัดความโลภออกจากจิตใจนั้นต้องอาศัยเครื่องมือ3อย่าง คือ 1.ทาน:การให้ 2.ศีล:การรักษากาย วาจา ใจ ให้สงบและสำรวม 3.ภาวนา:การทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญาขึ้นไนตนเอง และเหนือสิ่งอื่นใด ควรพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ และใช้\"ทางสายกลาง\"ในการดำเนินชีวิตตามที่พระพุทธองค์เคยตรัสสอนไว้

น.ส.เนตรนรา ศรีบัวแก้ว รหัส 12520842
คณะวิทยาการจัดการ สาขาธุรกิจและภาษาอังกฤษ


#115 By Nednara Sribuakaew (202.44.135.243) on 2010-09-10 14:47

นมัสการค่ะ พระอาจารย์โอ้ท

หลังจากที่ได้รับการบรรยายจากพระอาจารย์ครั้งแรก ที่มหาวิทยาลัยของดิฉันนั้น ได้กระตุ้นหลักธรรมะที่ได้เคยขาดหายไปอีกครั้ง พร้อมทั้งได้ผนวกกับหลักเศรษฐศาสตร์อย่างกลมกลืน พระอาจารย์ได้เล่าประวัติที่น่าสนใจ จากหนุ่มที่มีหน้าที่การงานดี สร้างรายได้เลี้ยงตัวได้สบาย แต่ก็ต้องตกหลุมกับธรรมะตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นสิ่งที่น่าประทับใจสำหรับหนุ่มสาวสมัยนี้ที่ยังคงห่างเหินไปเรื่อยๆ ที่มุ่งหน้าปีนป่ายสร้างชีวิตให้มั่งคั่ง มั่นคง เราคิดอยู่เสมอว่าเราต้องมี ต้องเป็น และต้องได้ บางครั้งมันตึงเกินไป บทความที่พระอาจารย์ถ่ายทอดลงมานั้นก็ช่วยลดความตึงของชีวิตคนทำงาน หรืออนาคตของนักศึกษาอย่างเราๆ ได้ เราต้องรุ้จักพอ พอดีกับชีวิตคนชีวิตหนี่ง เป็นการเตือนความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของผู้แสวงหาได้ นั่นเป็นมุมมองที่ดิฉันได้ระหว่างฟังบรรยายทั้งอ่านเอกสารควบคู่ไปด้วย
ช่วงสุดท้ายของการให้ตั้งคำถาม ดิฉันถามพระอาจารย์เป็นคำถามสุดท้าย พระอาจารย์จำได้รึเปล่า ไม่แน่ใจ ทุกคำถามที่เพื่อนๆ ถาม และคำตอบที่ได้ สามารถนำไปใช้ได้จริงและจะสัมฤทธิผลได้นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ของเราๆนั่นเองค่ะ ดิฉันสรุปด้วยความคิดเห็นค่ะ ไม่ได้อ้างอิงทฤษฎี มันอาจจะไม่ค่อยมีเนื้อหาสักเท่าไหร่แต่มันคือสิ่งที่ได้มาจากพระอาจารย์ค่ะ
นส.มณีรัตน์ นัดหา ๘๗๗ ธอ.ปี ๒

#114 By izii (202.44.135.246) on 2010-09-05 20:36

กราบนมัสการพระอารย์ค่ะ
จากการได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553
ทำให้รู้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์กับพระพุทธศาสนานั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้เพราะว่าหลักคำสอนบางหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนก็คล้ายๆกับวิชาเศรษฐศาสตร์ และในทางเศรษฐศาสตร์ วิชาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด แต่ในทางเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ มีนิยามว่า การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการที่จำกัดได้ของมนุษย์ และพระอาจารย์ได้สอนว่า บุญ คือ ความชื่นใจ สุขใจ ซึ่งเราสามารถทำได้

#113 By นิธิวดี คุ้มทรัพย์ (1.46.123.164) on 2010-09-05 20:18

กราบนมัสกรพระอาจารย์ค่ะ
จากการที่พระอาจารย์ไดมาบรรยายเมื่อวันที่19สิงหาคมนั้น
พระอาจารย์ได้บรรยายเรื่องเกี่ยวกับการนำธรรมมะมาใช้ในการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ได้รู้ว่าถ้าเรามีกิเลสมีความอยากอยู่ในตัว ไม่รู็จักพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ก็จะทำให้เราไม่สามารถบริหารทรัพยากรที่เราจะนำมาตอบสนองความต้องการของตนเองได้และก็จะก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาก็คือปัญหาความยากจนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของคนในสังคมปัจจุบันนี้

นางสาว จิราภรณ์ สุสวาท 12520801 ธุรกิจอังกฤษ2

#112 By จิราภรณ์ สุสวาท (202.44.135.243) on 2010-09-01 21:36

กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ
จากการที่ดิฉันไได้รับฟังการบรรยายจากพระอาจารย์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้ได้ดิฉันได้ทราบถึงรากเหง้าของปัญหาความยากจนว่ามาจากกิเลส ความโลภที่เกิดขึ้นในตัวเราถ้าหากเราไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักการประมาณตนก็จะทำให้เราไม่สามารถหนีความยากจนนั้นไปได้

#111 By จิราภรณ์ สุสวาท (202.44.135.242) on 2010-09-01 21:29

จากการที่ได้ฟังพระอาจารย์บรรยายที่ม.ศิลปากรเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น พระอาจารย์ได้บรรยายเรื่องเกี่ยวกับการแก้จนด้วยธรรมมะ พระอาจารยน์ได้นำธรรมมะมาซอดแทรกกับเรื่องเศรษฐศาสตร์ พระอาจารย์ได้ยกตัวอย่างในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อน ว่าถ้าเราทะเลาะกับเพื่อนแล้วไม่ยอมคุยกันปล่อยให้เวลาผ่านไปนานก็ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสขึ้นได้
รากเหง้าของปัญหาความยากจนก็คือ ความโลภ ความอยาก ไม่รู้จักพอ หากเราไม่รู้จักประมาณตนเองไม่รู้จักความพอดีเราก็จะต้องพบเจอกับปัญหาความยากจนทั้งนั้นไม่ว่าเป็นคนจนหรือคนรวย

นางสาว จิราภรณ์ สุสวาท 12520801 ธุรกิจอังกฤษ 2

#110 By จิราภรณ์ สุสวาท (202.44.135.245) on 2010-09-01 21:18

กราบนมัสการพระอาจารย์

เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งมนุษย์นั้นเอาแต่ห่วงการจัดสรรทรัพยากรภายนอก แต่หารู้ถึงการจัดสรรตนเองไม่
การรู้จักเพียงพอ ตามคำสอนขององค์พระมหาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ถ่องแท้ และเห็นได้ถึงสัจธรรมที่แท้จริง มนุษย์เราทุกวันนี้มากด้วยกิเลส ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่รู้จักปล่อยวาง หากมนุษย์ปล่อยวางตนเองได้ ย่อมปล่อยวางทุกสิ่งได้เช่นกัน

#109 By นายนันทชัย โรจน์วัลลี (202.44.135.244) on 2010-09-01 21:10

กราบนมัสการพระอาจารย์

มนุษย์มีมันสมองอันชาญฉลาด พอที่จะจัดการสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามที่ใจต้องการ
วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี
หากแต่สิ่งที่มนุษย์ผู้ชาญฉลาดจัดการได้ยากยิ่งคือความโลภในจิตใจตน

นางสาวธนิษฐา อารีวงศ์
รหัส12520828
สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ

#108 By ธนิษฐา อารีวงศ์ (202.44.135.244) on 2010-09-01 20:33

นมัสการครับ
วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมาผมได้เข้ามาตอนที่พระอาจารย์ถามถึงเรื่อง เศรษฐศาสตร์วิถีพุทธ ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในความหมายเท่าไรเพราะว่าไกล้จะจบเเล้ว
เเต่ผมก็จะพยายามมาอ่านในเอกสารที่พระอาจารย์มาให้เเล้วครับ เหตุผลที่ผมไม่เข้าเรียนเพราะว่าวันที่ 19ที่ผ่านมานั้น ผมได้ไปเลี้ยงอาหารเด็กที่โรงเรียนเพรชบุรีปัญญานุกูล อยู่ข้างมหาลัยครับ เป็นโรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสมองครับ เเต่พอเสร็จเเล้วผมก็รีบกลับมาเลยครับ

นายฐิติพันธ์ ประสมทรัพย์
รหัส12520365 สาขา การจัดการชุมชน ปี2

#107 By นายฐิติพันธ์ ประสมทรัพย์ (202.44.135.243) on 2010-09-01 18:34

ถ้าเราไม่อยากจน เราก็ต้องหยุดความโลภหยุดกิเลสไว้ด้วยคำว่า “ความพอ” ความพอดี พอใจ ทำให้เรารวยมหาศาลรวยยิ่งกว่าเศรษฐี ร่ำรวยทางใจ มีความสุข มีความอิ่มเอมใจอย่างที่สุด

จิราภรณ์ คำสระ 12520019

#106 By จิราภรณ์ (202.44.135.246) on 2010-09-01 08:00

ดิฉันขอขอบคุณพระอาจารย์และท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง สำหรับความรู้ที่ได้รับ เป็นสิ่งที่ดีงามและใกล้ตัว นำไปใช้ในชีวิตประจำวันของดิฉันได้เป็นอย่างดี

บุญรักษา พ่วงพูล 12520071

#105 By บุญรักษา (202.44.135.246) on 2010-09-01 07:59

ดิฉันขอขอบคุณพระอาจารย์และท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง สำหรับความรู้ที่ได้รับ เป็นสิ่งที่ดีงามและใกล้ตัว นำไปใช้ในชีวิตประจำวันของดิฉันได้เป็นอย่างดี

#104 By บุญรักษา (202.44.135.246) on 2010-09-01 07:58

กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ
จากการที่นักศึกษาได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์เรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ
ทำให้ได้ทราบว่าเศรษฐศาสตร์เกิดขึ้นจากความต้องการของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้ทรัพยากรในปัจจุบันเหลือน้อยลง ส่วนความจนนั้นเกิดขึ้นเพราะความโลภของมนุษย์ เพราะยิ่งมนุษย์มีความต้องการมากขึ้นเท่าไหร่ สิ่งของต่างๆก็จะมีราคาที่แพงขึ้น เช่นเสื้อผ้า ที่สมัยก่อนผ้า1ผืนมนุษย์ก็สามารถใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มได้ แต่สมัยนี้ต้องมีเสื้อ กางเกง จึงทำให้เกิดแฟชั่น เมื่อเกิดแฟชั่น มนุษย์ก็มีความต้องการแต่งตัวให้ตามแฟชั่น ดังนั้นราคาของเสื้อผ้าจึงเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนเรื่องการแก้จนด้วยธรรมะนั้นนักศึกษาเห็นด้วยกับพระอาจารย์แต่ธรรมะนั้นก็มีส่วนช่วยได้แต่ช่วยได้สำหรับคนที่มีหัวใจแห่งธรรมะเท่านั้น เพราะนักศึกษาเชื่อได้เลยว่าต้องมีคนอีกจำนวนมากที่ยังคิด และสำนึกตรงนี้ไม่ได้ยังมีความต้องการ ติดหรู ติดแฟชั่นอยู่ จึงสรุปได้ว่าเราผู้ที่มีหัวใจแห่งธรรมะ รู้จักปรงในสิ่งที่ไม่จำเป็นถึงที่สุด และมีสติที่มั่นคงนั้นจะไม่สิ้นเปลืองเงินทองไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น วิธีนี้ก็ช่วยให้เรามีเงินเหลือใช้ได้

นางสาวอรพรรณ ยงค์วัตร รหัสประจำตัวนักศึกษา 12520937 สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ปี2 มหาวิทยาลัยศิลปากร
open-mounthed smile

#103 By นางสาวอรพรรณ ยงค์วัตร 12520937สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศิลปากร (119.31.126.75) on 2010-08-31 16:25

กราบนมัสการพระอาจารย์คะ

จากการที่ได้ฟังพระอาจารย์พูดนั้น ไม่เคยรู้เลยว่าวิชา

เศรษฐศาสตร์นั้นเอามาประยุกต์กับวิชาอื่นได้ด้วย หลังได้ฟัง

พุทธเศรษฐศาสตร์ ได้ข้อคิดว่า คนเรามีความโลภะ

ความต้องการ ความได้ ทั้งหมดนี้มันคือกิเลส คนเราต้อง

ลดกิเลสลง มันก็จะเกิดผลดีกับเรา เราต้องดูว่าสิ่งที่ต้อง

การนั้นมันจำเป็นกับเราไหม และถ้าเรารู้จักการเก็บออม

สุดท้ายเราก็จะลืมความจนได้เลย

น.ส.มนัสนันท์ แดงดี 12520878 สาขา การจัดการธุรกิจและอังกฤษ

#102 By Manatsanun Dangdee (202.44.135.243) on 2010-08-31 14:37

กราบนมัสกรพระอาจารย์ค่ะ
จากการที่ได้ฟังบรรยายในวันพฤหัสนั้น ดิฉันได้ความรู้ในเรื่อง ทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์มีความว่า เศรษฐศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด
ส่วนในทางพุทธศาสนานั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่าให้คนเราพอเพียงกับสิ่งที่ตนมีแค่น้เราก็ได้แล้ว
ข้อที่2 ต้นเหตุขแงความยากจนคือ ความอยากได้อยากมีอยากเป็น จิตเป็นกิเลส
การแก้ปัญหาความยากจนด้วยพระพุทะศาสนา คือ ปฏิบัติตามหลักความพอเพียงตามที่พระพุทธองค์สอนมา
ไม่อยากได้อยากมี นอกไปจากปัจจัย ภ แค่นี้เราก้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แล้วค่ะ
น.ส.ผุสดี ภูจอมดา 12520857 สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ปีที่ 2

#101 By Phutsadee (202.44.135.245) on 2010-08-30 22:02

กราบนมัสการพระอาจารย์

#100 By ffg (1.47.40.173) on 2010-08-30 21:34

กราบนมัสการค่ะ
เมื่อวันที่19สิงหาคมที่ผ่านมา
ที่ได้รับฟังการบรรยายจากพระอาจารย์
ซึ่งได้ความรู้เเละเเนวทางในการดำเนินชีวิต ตามหลักเศรษฐศาสตร์วิถีพุทธ นอกจากนี้การออมยังเป็นการฝึกนิสัยของคน ให้รู้จักประหยัด และได้รู้ถึงการแก้ปัญหาความยากจนนั้นต้องเริ่มจากตัวเราเองที่เราจะต้องลดความอยากได้ อยากมี ตัดกิเลส
และยังได้ทราบอีกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐศาสตร์ทั้งสิ้น
ขอขอบพระคุณพระอาจารย์ค่ะ

นางสาว กนกวรรณ จั่นเพ็ชร์ รหัส ๑๒๕๒๐๓๔๕ สาขาชุมชน ชั้นปีที่ ๒

#99 By กนกวรรณ จั่นเพ็ชร์ (202.44.135.247) on 2010-08-30 17:39

นมัสการพระอาจารย์
จากการฟังบรรยายเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์แก้จนด้วยธรรมะทำให้ทราบว่าแท้จริงแล้วปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐศาสตร์นั้นเกิดจาก กิเลส อันเป็นตัวบ่อนทำลายทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และเราสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยคำว่าพอ และเราสามารประยุกต์นำเอาหลักทางพระพุทธศาสนามาใช้กับเศรษฐศาสตร์ได้
ข้อคิดที่ได้จากการฟังบรรยาย พุทธเศรษฐศาสตร์แก้จนด้วยธรรมะ เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตหากเราสามารถนำเอาหลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้จะทำให้เราพบกับความสุขที่แท้จริงในการดำรงชีวิต ด้วยความพอเพียง
โดยนางสาวแสงอรุณ มีคติธรรม รหัส12520444
สาขาการจัดการชุมชนdouble wink big smile cry double wink open-mounthed smile

#98 By นางสาวแสงอรุณ มีคติธรรม รหัส 12520444 (202.44.135.247) on 2010-08-30 17:21

นมัสการค่ะ

จากการฟังบรรยายในชั่วโมงเรียนที่พระอาจารย์ได้เข้ามาบรรยาย พระอาจารย์ได้ถามก่อนว่าทราบหรือไม่ว่าเศรษฐศาสตร์คืออะไร?
พวกเราในห้องตอบว่าเศรษศาสตร์คือวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรค์สรรพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่จำกัดของมนุษย์
พระอาจารย์จึงบรรยายต่อว่า นั่นคือความเข้าใจทางโลก ที่มนุษย์ใช้เพราะความไม่รู้จักพอ ในความเป็นจริงนั้น การจัดสรรค์ต้องกำหนดที่ความต้องการของมนุษย์เราต่างหากว่า เท่าไรจึงพอ?
มนุษย์มีความต้องการสิ่งที่เกินจำเป็น เรียกว่ากเลส พุทธศาสนาสอนให้รู้จักขัดเกลากิเลสความโลภทั้งหลายด้วย ทาน การปัน และศีล ดังตัวอย่างของพระภิกษุ กลุ่มบุคคลที่มุ่งการจัดการความโลภแทนที่การจัดการกับทรัพยากร ลดการใช้ทรัพยากร และใช้เท่าที่จำเป็น
ซึ่งดังที่ได้ฟังมาข้อคิดที่ได้รับเป็นประโยชน์มาก และทำให้ฉุกคิดถึงความฟุ่มเฟือยในชีวิตของตัวเองหลายสิ่ง ขอขอบพระคุณพระอาจารย์มากค่ะ ที่ชี้ให้เห็นถึงมุมมองใหม่ที่อาจจะเคยทราบแต่ไม่เคยนึกถึงอย่างจริงจังเท่านี้

นส.อโณชา บุญเสนอ สาขาธุรกิจ-ภาษาอังกฤษ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)รหัส 12520930

#97 By Anocha Boonsaner (202.44.135.243) on 2010-08-30 17:00

นมัสการคะ
ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ทีใจเรากำหนด ขอแค่เราคิดดี ทำดี พูดดี แค่นี้ก็พอแล้ว แค่กำจัดความโลภภายในตัว เท่านี้ปัญหาเศรษฐศาสตร์ก็จะหมดไป

#96 By น.ส. สาลินี พรศิริปิยกุล 12520911 ธอ. (202.44.135.242) on 2010-08-30 17:00

นมัสการค่ะ

หนูเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
ที่ได้ฟังท่านมาให้ความรู้ ในคาบวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อาจารย์ ดร.มนตรา

ที่ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับการแก้จนด้วยเศรษฐศาสตร์ทางพุทธนั้นตัวหนูคิดว่าเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะเพียงแค่จัดการใจตน ให้ ไม่โลภ แต่อาจเป็นเพราะหนูยังไม่ได้เผชิญกับโลกที่ต้องแข่งขันรึป่าว ???

แต่ในความเป็นจริง ทุกๆคนบนโลกใบนี้ไม่สามารถขจัดความอยากมีอยากได้ได้หมด จึงแสวงหาในวัตถุต่อไป
เหมือนกับที่ไม่ใช่ว่าทุกคนฏ้จะบรรลึทางธรรมได้้ ใช่มั๊ยค่ะ ???


น.ส. พิมชนก มร๊ชัยสิริโชค 12520869 สาขา ธอ.

#95 By Pimchanok (202.44.135.242) on 2010-08-30 16:58

นมัสการพระอาจารย์ค่ะ

หลังจากที่ได้ฟังคำบรรยายของพระอาจารย์ที่ได้กรุณาสละเวลามาบรรยายให้พวกเราได้ฟังกันนั้น ถือได้ว่าได้รับความรู้ แง่คิด คติธรรมสอนใจกลับมามากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโดยอาศัยหลักธรรมะที่เชื่อมโยงกับหลักทางเศรษฐศาสตร์ อาจเรียกได้ว่าธรรมะสามารถประยุกต์ให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันของเราได้เป็นอย่างดี

และสิ่งสำคัญ คือ การที่เราได้รู้ว่าแท้จริงแล้วนั้น ความต้องการของมนุษย์สามารถพอได้ แต่ด้วยกิเลสจึงทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจจึงทำแต่สิ่งที่สามารถตอบสนองกิเลสของตนเองเท่านั้น

เพราะถ้าหากจิตใจของมนุษย์ได้รับการขัดเกลาจากธรรมะแล้ว ความไม่พอทั้งหมดทั้งมวลก็จะไม่บังเกิดขึ้น

....

นางสาวกัญญาภัค กินรีแซ
รหัสนักศึกษา 12520781
สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2

#94 By นางสาวกัญญาภัค กินรีแซ (202.44.135.242) on 2010-08-30 16:54

นมัสการครับ พระอาจารย์
จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้แก่
นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง

จากการที่ได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์ทำให้ผมเข้าใจมุมมองของเศษฐศาสตร์เชิงในเชิงพระพุทธศาสนาว่า (เศษฐศาสตร์ คือวิชาว่าด้วยการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด)คือการบริหารความต้องการของคนเพื่อการตอบสนองอย่างมีเหตุผลโดนการควบคุมต้นเหตุของความต้องการ(กิเลส)คำนึงถึงความจำเป็นต่อชีวิต สมาธิเป็นแรงกระตุ้นให้มีสติ ทำให้รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร จำเป็นหรือไม่จำเป็น เมื่อเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของเศษฐศาสตร์ในเชิงพุทธแล้ว การดำรงชีวิตอย่างมีความสุขพอเพียงคงไม่ใช่แค่ภาพความฝันอันเลือนลางอีกต่อไป

นมัสการพระอาจารย์ครับ

นายพงศ์ภูมิ จิรวาณิช
รหัสนักศึกษา 12520858
สาขา การจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่2

#93 By พงศ์ภูมิ จิรวาณิช (202.44.135.244) on 2010-08-30 16:53

นมัสการพระอาจารย์
จากการฟังบรรยายเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งเพราะเศรษฐศาสตร์จัดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตของเราทุกคนในยุกปัจจุบัน หากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจทุกคนจะได้รับผลกระทบเหล่านั้น ซึ่งจากการฟังบรรยายทำให้ทราบว่าราสามารถนำเองพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับเศรษฐศาสตร์เราสามารถรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจนั้นได้
ดิฉันนางสาวกิตติยา ประยูรวงษ์ รหัส 12520352lk-สาขาการจัดการชุมชน




cry cry cry cry

#92 By นางสาวกิตติยา ประยูรวงษ์ รหัส 12520352 (202.44.135.243) on 2010-08-30 16:34

จากการที่ได้ฟังบรรยายในวันที่ 19 ส.ค.2553 ทำให้ได้รู้ว่าเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธต่างจากเศรษฐศาสตร์ทั่วไปตรงที่เศรษฐศาสตร์ทั่วไปจะเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพแต่เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธจะเป็นการจัดการความต้องการของมนุษย์ ให้ความต้องการลดลง จะต้องจัดการกับตัวเองก่อน ทำให้รู้ว่าความอยากของคนเรามีสามอย่าง คือ อยากได้ อยากเป็น อยากไม่เป็น ทำให้รู้ว่าเหตุที่ทำให้จนก็คือ ความอยาก ความโลภ ถ้าเราโลถมากก็เท่ากับทำให้เราจนมาก แต่ถ้าเราโลภน้อยก็จะทำให้เราจนน้อย ก็จะทำให้เรารวยได้ ดังนั้นถ้าเราไม่อยากจนเราก็ควรจัดการกับตัวเองโดยการขัดเกลากิเลสของตนเองออกให้ได้มากที่สุด ด้วยการดำเนินตามแนวทาง ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา แค่นี้ก็จะทำให้เรารวยได้
น.ส.นนทิชา พิบูลย์นำชัย 12520382 การจัดการชุมชน ชั้นปีที่ 2

#91 By นนทิชา (202.44.135.243) on 2010-08-30 16:21

นางสาวแสงอุณ มีคติธรรม รหัส12520444
ข้อคิดที่ได้จากการฟังบรรยาย พุทธเศรษฐศาสตร์แก้จนด้วยธรรมะ เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตหากเราสามารถนำเอาหลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้จะทำให้เราพบกับความสุขที่แท้จริงในการดำรงชีวิต ด้วยความพอเพียงdouble wink

#90 By นางสาวแสงอรุณ มีคติธรรม รหัส 12520444 (202.44.135.246) on 2010-08-30 16:12

นมัสการพระอาจารย์

หลังจากได้ฟังพระอาจารย์พูดเรื่อง แก้จนด้วยธรรมะ แล้วทำให้เกิดความคิดเห็นในหลายแง่มุม

เศรษฐศาสตร์ และธรรมะไม่น่าจะเกี่ยวโยงกันได้มากมายขนาดนี้ ตอนแรกคิดว่าเศรษฐศาสตร์ คือ สิ่งที่เราเรียนรู้โดยใช้สมองในขณะที่ธรรมะนั้นเราใช้ใจเรียน แต่เมื่อมาฟังพระอาจารย์บรรยายแล้วทำให้รู้เลยว่าไม่ว่าจะเศรษฐศาสตร์ ธรรมะ หรือวิชาอื่น ๆ ล้วนต้องเรียนโดยใช้สมองและจิตใจควบคู่กันไปทั้งสิ้น

เศรษฐศาสตร์และธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องมีควบคู่กันไปกับการดำเนินชีวิตในสมัยนี้ เพราะความพอจะช่วยให้เราอยู่ในสังคมที่แกร่งแย้งชิ่งดีชิ่งเด่นนี้ได้ ที่นี้มีพื้นที่สำหรับผู้ชนะเท่านั้นแต่หากทุกคนมีความพอในทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะใหญ่โตคับฟ้าหรือจะตำต้อยเพียงเศษดินคุณจะสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขในทุกผืนแผ่นดินบนโลกนี้ได้

การบริจาคสิ่งของของเหล่าผู้มีอันจะกินทั้งหลายบางครั้งกับทำให้คิดว่านั้นไม่ใช่หนทางที่แก้ไขที่แท้จริงก็ได้ เพราะอาจทำให้พวกเขาคิดว่าในเมื่อพวกเขาจนสิ่งเดียวที่ทำได้คือการรอรับบริจาค แต่ในทางกับกันอาจช่วยลดความต้องการของเขาให้น้อยลงได้แต่ไม่อาจลดความพอได้

นางสาวทวีพร อัตกะวรพันธ์ ธุรกิจ-อังกฤษ ปี 2
รหัส 12520821

#89 By ทวีพร (202.44.135.242) on 2010-08-30 16:06

นมัสการพระอาจารย์ค่ะ
จากการที่ได้เข้าฟังบรรยายในเรื่อง พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ก็ทำให้ได้ทราบว่าในวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นไม่เพียงแต่ใช้เรียนแต่ในทฤษฎีเท่านั้นแต่วิชาเศรษฐศษสตร์ยังสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย เพราะสามารถทำให้เรารู้ถึงรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวันของเราได้และสามารถประามณได้ว่าในแต่ละวันเราใช้จ่ายเงินไปเท่าไไหร่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน และเมื่อเรารู้หลักในการใช้เงินแล้ว ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้แล้ว
นางสาวธนิษฐา ชะบำรุง 12520380 การจัดการชุมชน

#88 By นางสาวธนิษฐา ชะบำรุง (202.44.135.242) on 2010-08-30 16:01

นมัสการค่ะพระอาจารย์ ดิฉันนางสาววัลลภา กลิ่นสกุล รหัสนักศึกษา 12520425 สาขาวิชาการจัดการชุมชน
จากการที่ได้เข้าร่วมฟังบรรยายกับพระอาจารย์ทำให้ดิฉันทราบถึงการนำหลักพุทธเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ ซึ่งหลักของของพุทธเศรษฐศาสตร์ก็คือ การรู้จักพอ พอประมาณในสิ่งที่ตนมี ไม่โลภ ถ้าทุกคนสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ชีวิตก็จะเป็นสุขได้
นมัสการค่ะ

#87 By วัลลภา (202.44.135.246) on 2010-08-30 15:59

นมัสการพระอาจารย์ค่ะ

หลังจากที่ได้ฟังพระอาจารย์บรรยายถึงเรื่องการแก้จนด้วยธรรมะ ทำให้ฉันมีมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่กว้างขวางมากขึ้น จากที่เมื่อก่อนได้เรียนรู้นิยามทางเศรษฐศาสตร์ ว่า "เศรษฐศาสตร์ คือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด" แต่พระอาจารย์กลับบอกว่า "เศรษฐศาสตร์ คือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ถูกจำกัดได้"

ในความเป็นจริงแล้ว ความจนที่มนุษย์มีอยู่ในปัจจุบันนี้เกิดจากกิเลสหรือความโลภของมนุษย์ที่มีไม่รู้จักจบจักสิ้น พระอาจารย์ได้กล่าวถึงวิธีแก้ปัญหาความอยากได้อยากมีของมนุษย์ ก็คือ การทำทาน รักษาศึล และเจริญปัญญา ให้จิตใจสงบ หากเรารู้จักคำว่า "พอเพียง" แล้วละก็ ความจนที่สร้างปัญหาต่างๆเหล่านี้ก็คงจะหมดไปและเรายังสามารถเผื่อแผ่สิ่งที่เรามีมากกว่าให้แก่ผู้อื่นที่มีน้อยกว่าเราได้และเราก็จะมีจิตใจที่สงบและเป็นสุขด้วย

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ถ้าเราพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองเป็น เราก็สามารถมีความสุขได้ หรือเรียกได้ว่า มีความสุขทางใจ นั่นเองค่ะ

นางสาวพิชญา นิ่มอุดมสุข ธุรกิจ-อังกฤษ 12520867surprised smile surprised smile

#86 By พิชญา (202.44.135.247) on 2010-08-30 13:28

จากการที่ได้ฟังบรรยายจากพระอาจารย์เมื่อวันที่19ที่ผ่านมา คือ ความแตกต่างระหว่างหลักการเศรษฐศาสตร์กัยหลักการทางพระพุธศาสนา ที่เราจะต้องนำหลักการที่มีหลักการที่ตรงข้ามกันมาประยุคใช้ให้เกิดความพอดีกับการใช้ชีวิตของเรา ให้เกิดความพอดีที่สุด เมื่อใดที่ไม่เกิดความพอดีขึ้น การใช้มากเกิดไปจะทำให้เราจน เป็นหนี้ และก็เป็นผลพวงของอีกหลายๆๆปัญหาตามมา แต่ในทางตรงกันข้าม การใช้ที่น้อยเกินไป ก็จะทำให้เราเป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวตามมาก่อเกิดนิสัยที่ไม่ดีตามมาเช่นกัน
เพราะฉะนั้นความ พอดีคือสิ่งที่ดีที่สุด นอกจากจะทำให้เราไม่จนแล้วยังทำให้เราเป็นคนรวยที่สมบูรญ์อีกด้วย

นางสาวปทิตตา ปิ่นทองดี รหัสนักศึกษา 12520831
คณะ วิทยาการจัดการ สาขาการจักการธุรกิจและภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศิลปากร



สิ่งที่ได้รับคือการทีสติในการใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากผู้ปรกครองทำได้เราคิดมากขึ้นเวลาใช้จ่าย

#85 By ปทิตตา (202.44.135.245) on 2010-08-30 13:20

นมัสการค่ะ พระอาจารย์
จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้แก่
นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง

ทำให้นักศึกษาได้ทราบถึงสิ่งที่มีประโยชน์มากมาย
แต่ก่อนข้าพเจ้าไม่เคยสนใจในเรื่องนี้เลย
เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่จำเป็นมากนัก
จนกระทั่งได้มาฟังพระอาจารย์บรรยาย
ทำให้เห็นว่า วิชาเศรษฐศาสตร์นี้
เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และเป็นเรื่องที่จำเป็นในการดำรงชีวิต
และยิ่งกว่านั้นพระอาจารย์ทำให้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่ง
ที่สำคัญ และมีประโยชน์มาก
ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป ไม่ได้นึกถึงในเรื่องนี้เลย
ถึงกลับมองข้ามด้วยซ้ำไป

ข้าพเจ้าประทับใจในเรื่อง
พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ มากค่ะ
เป็นบทความที่น่าสนใจมาก
เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องจริง และสามารถนำความรู้นี้
ไปปรับตัว ไปใช้ในการดำรงชีวิต
พัฒนาชีวิตในหลายๆด้านได้
โดนเฉพาะในเรื่องการจัดการกับความโลภของตนเอง

มุมมองอีกด้านของเศรษฐศาสตร์
ที่พระอาจารย์เขียนมานี้
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากจริงๆค่ะ big smile

ข้าพเจ้าจะนำความรู้ที่ได้มานี้
ไปพัฒนาตนเอง
และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณพระอาจารย์มากค่ะ
ที่มาแบ่งปันความรู้ดีดี และมีประโยชน์นี้
ขอบพระคุณค่ะ
confused smile

นางสาวพจนา ศิลสมิต 12520859
สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ

#84 By พจนา ศิลสมิต12520859 (202.44.135.246) on 2010-08-30 13:19

นมัสการค่ะ

จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้แก่ นักศึกษา
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง
พระอาจารย์ได้ให้ความรู้และข้อคิดแก่นักศึกษาในหลายด้าน ท่านได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตตอนที่ท่านเรียนจบและทำงาน หลักของเศรษฐศาสตร์ และกล่าวถึงพุธเศรษศาสตร์แก้จนด้วยธรรมมะ ดิฉันคิดว่าเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐศาสตร์ คือ จากนิยามของเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วย การจัดสรรทรัพย์พยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่จำกัดของมนุษย์
ความต้องการอันไม่จำกัดของมนุษย์นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มให้เกิดความจน คนส่วนใหญ่แม้ตัวดิฉันเองต่างก็มีความต้องการที่ไม่จำกัด
ดิฉันเห็นด้วยกับพระอาจารย์ที่ว่า "เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เชื่อถือลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการจัดการกับความโลภซึ่งอยู่ภายในของแต่ละคน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมายอย่างไร"
สิ่งที่สามารถแก้ความจนได้ก้คือ "ความพอ" ซึ่งตรงข้ามกับความโลภ ความอยาก ความต้องการ เมื่อ ความพอ มาสกัด ความโลภ ความอยาก ความต้องการนั้น ก็จะทำให้เราไม่จน เมื่อเราไม่จนเราก็จะไม่เป็นทุกข์ เป็นการแก้ทุกข์ได้อีกอย่างด้วย.... embarrassed big smile

น.ส.ยลดา ปรีชานุกูล 125520882 สาขาธุรกิจและภาษาอังกฤษ

กราบนมัสการลาค่ะ confused smile confused smile

#83 By yonlada Preechanukun (202.44.135.244) on 2010-08-30 13:19

จากการที่ได้ฟังพระอาจารย์มาบรรยายเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา พระอาจารย์ได้พูดถึง นิยามของเศรษฐศาสตร์ ว่า "เป็นการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อตอบสนองความไม่จำกัดของมนุษย์" แต่ในทางพุทธเสรษฐศาสตร์สามารถจำกัดความต้องการของมนุษย์ ขึ้นอยู่ที่ใจของแต่ละคน และยังพูดถึงการคบเพื่อนว่าเปรียบเสมือนค่าเสียโอกาส เพราะถ้าเราไม่ถูกกับเพื่อนคนหนึ่งจะทำให้เราเสียโอกาสที่จะมีเพื่อนไป และยังพูดถึงการแก้จน ด้วยหลายๆวิธี 1.การออม เมื่อเรามีรายได้เราก้อควรจะเก็บออมเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในยามจำเป็น เช่น ถ้าเรามีเงิน 100 บาท เราควรจะออม 30 บาท เป็นต้น 2.ลดความอยากได้อยากมี สิ่งเหล่านี้คือกิเลส พระอาจารย์บอกว่าเราจะกำจัดกิเลสได้ต้องใช้ใจ และความไม่อยากได้ จะนำเราไม่สู่ชีวิตที่มีแต่ความสุข

"จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่"

กราบนมัสกรานค่ะ

นางสาว วิลาวรรณ ชูจันทร์ รหัสนักศกษา 12520895
คณะ วิทยาการจัดการ สาขา การจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ปี2 มหาวิทยาลัย ศิลปากร

#82 By นางสาว วิลาวรรณ ชูจันทร์ รหัสนักศกษา 12520895 สาขา ธอ. ปี2 (202.44.135.242) on 2010-08-30 12:31

นมัสการค่ะ พระอาจารย์ ^_^
เศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวสำหรับคนเราจริงๆ ซึ่งเราสามารถนำเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่สอนให้ได้เรียนรู้ถึงเศรษฐศาสตร์ในทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมุมมองที่ต่างกับนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้เราได้ทราบถึง การไม่พอ ของมนุษย์หรือความโลภทั้งหลาย ที่เป็นปัญหาให้เกิดความอยากได้ อยากมีในสิ่งต่างๆ แต่การแก้จนด้วยธรรมะ
ได้รู้ว่าความรวยความจนไม่ได้วัดกันที่เงิน ทองของมีค่า แต่วัดกันที่การพอของจิตใจ,การประมาณตนและรู้เท่าทันกิเลสจะทำให้เราไม่จนทางใจแล้วยังช่วยให้เราไม่จนทางใจได้อีกด้วย และการที่เราพอใจในสิ่งที่เรามีก็ทำให้เรามีความสุข ไม่จำเป็นที่จะต้องขวนขวายหรืออยากได้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นเลย ^_^

นางสาว อัจฉรา อุไรรัตน์ 12520942 ธุรกิจ-อังกฤษ ปี 2 *_*
big smile open-mounthed smile confused smile

#81 By Atchara Urairat (202.44.135.242) on 2010-08-30 12:25

กราบนมัสการค่ะ..พระอาจารย์
จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้ความรู้แก่
นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง
ในหัวข้อ “พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ”
ทำให้ทราบเกี่ยวกับการนำเอาหลักทางพุทธมาใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร และยังทำให้ทราบว่าเวลาเราเกิดทุกข์นั้นเราไม่สามารถที่จะห้ามไม่ให้เกิดทุกข์นั้นได้ แต่ถ้าเราเกิดทุกข์เราต้องหาสาเหตุที่เราเกิดทุกข์แล้เราก็ไปแก้ปัญหาที่สาเหตุนั้น...และพระอาจารย์ยังสอนให้เรารู้จักการออมเพราะการออมมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา แต่คนเรานั้นมักจะมีความโลภอยู่ในตัวเอง แต่อยู่ที่ว่าใครจะมีมากหรือน้อยเพียงใด ถ้ามีมากก็จะนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเองมากเท่านั้น ดังนั้นเราควรรู้จักขัดเกลากิเลศด้วยการลดสิ่งที่ไม่จำเป็นลงและรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมี ก็จะช่วยให้เรามีความโลภน้อยลงได้ และเราต้องรู้จักเจริญภาวนา เพราะจะทำให้เรามีสติในการดำเนินชีวิตประจำวัน.....
จากความรู้ที่ได้จากพระอาจารย์...ก็จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประวันให้ได้มากที่สุดค่ะ
และสุดท้ายก็มีคำถามอยากถามพระอาจารย์ค่ะว่า...
จะทำอย่างไรดีไม่ให้เกิดความเครียดหรือความกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นอ่ะค่ะ

นางสาวอังุมา ท่าทราย 12520940 ธอ.

#80 By อังสุมา (202.44.135.247) on 2010-08-30 12:14

กราบนมัสการค่ะ..พระอาจารย์
จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้ความรู้แก่
นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง
ในหัวข้อ “พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ”
ทำให้ทราบเกี่ยวกับการนำเอาหลักทางพุทธมาใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร และยังทำให้ทราบว่าเวลาเราเกิดทุกข์นั้น เราไม่สามารถที่จะห้ามไม่ให้เกิดทุกข์นั้นได้ แต่ถ้าเราเกิดทุกข์เราต้องหาสาเหตุที่เราเกิดทุกข์แล้วเราก็ไปแก้ปัญหาที่สาเหตุนั้น...และพระอาจารย์ยังสอนให้เรารู้จักการออมเพราะการออมมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา แต่คนเรานั้นมักจะมีความโลภอยู่ในตัวเอง แต่อยู่ที่ว่าใครจะมีมากหรือน้อยเพียงใด ถ้ามีมากก็จะนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเองมากเท่านั้น ดังนั้นเราควรรู้จักขัดเกลากิเลศด้วยการลดสิ่งที่ไม่จำเป็นลงและรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมี ก็จะช่วยให้เรามีความโลภน้อยลงได้ และเราต้องรู้จักเจริญภาวนา เพราะจะทำให้เรามีสติในการดำเนินชีวิตประจำวัน.....
จากความรู้ที่ได้จากพระอาจารย์...ก็จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประวันให้ได้มากที่สุดค่ะ
และสุดท้ายก็มีคำถามอยากถามพระอาจารย์ค่ะว่า...จะทำอย่างไรดีค่ะไม่ให้เกิดความเครียดหรือความกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นอ่ะค่ะ

นางสาวอังุมา ท่าทราย 12520940 ธอ.

#79 By อังสุมา (202.44.135.244) on 2010-08-30 12:07

การที่เราเป็นคนจนนั้น เกิดจากการที่เราไม่รู้จักพอ ต่อให้เรารวยในทรัพย์สินแค่ไหน หากเรายังมีกิเลสอยู่ ยังอยากมีอยากได้อยู่ ก็ยังเป็นคนจนอยู่ดี แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากว่าคนที่ไม่มีเงินหรือมีน้อยแต่หากรู้จักพอ ก็จะพอใจในสิ่งที่ตนมี คนผู้นั้นก็จะสามารถเป็นคนรวยได้ คือ รวยในความสุขและรวยในความพอดีครับ

นายอมร คูประดิษฐพันธุ์ 12520933

#78 By นายอมร (202.44.135.246) on 2010-08-30 10:49

พระอาจารย์ได้สอนถึงแนวทางทางพระพุทธศาสนากับวิชาเศรษฐศาสตร์ในด้านของการไม่เกิดความโลภ เป็นหนทางแห่งการไม่เกิดความจน การที่เราพอใจในสิ่งที่เรามี ไม่อยากได้เกินตัวเกินรายได้ของเรา ก็จะไม่เกิดความจน ถ้าเราไม่โลภเราก็จะไม่จน ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข

สินจัย กล่ำกล่อมจิตร 12520585

#77 By สินจัย (202.44.135.246) on 2010-08-30 10:48

ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความพอ คือ ถ้าเรารู้จักความพอเพียง ไม่โลภ ไม่อยากได้ของคนอื่น ไม่อยากรวย อยากมีสิ่งต่างๆจนเกินตัว แต่ใช้ความพอในการดำเนินชีวิต ชีวิตของเราก็จะมีความสุข

ชลดา สุขศรี 12520806

#76 By ชลดา (202.44.135.246) on 2010-08-30 10:47

ถ้าเราไม่อยากจน เราก็ต้องหยุดความโลภหยุดกิเลสไว้ด้วยคำว่า “ความพอ” ความพอดี พอใจ ทำให้เรารวยมหาศาลรวยยิ่งกว่าเศรษฐี ร่ำรวยทางใจ มีความสุข มีความอิ่มเอมใจอย่างที่สุด

#75 By จิราภรณ์ (202.44.135.246) on 2010-08-30 10:47

นมัสการพระอาจารย์ค่ะ

จากการที่ได้ฟังพระอาจารย์บรรยายในวิชาเรษฐศาสตร์ทำให้นักศึกษาทราบถึงวิธีการใช้ชีวิต การนำมาประยุกต์ใช้ระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์และธรรมะ ทำให้นักศึกษาคิดได้และจำนำมาใช้ในชีวิตค่ะ,,,ในส่วนที่นักศึกษาชอบมากที่สุดคือสิ่งที่พระอาจารย์พูดถึงการควบคุมความอยากค่ะ,,,นักศึกษามีความรู้สึกที่เห็นด้วยกับพระอาจารย์นิดนึงตรงที่ว่า พระอาจารย์บอกให้เรารู้จักการควบคุมความอยาก นักศึกษาเชื่อว่า คนเราทุกคนถ้าไม่ใกล้ถึงอายุขัย หรือหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตจริงๆ ความอยากก็ยังคงอยู่กับเรานี่แหละค่ะ เราไม่สามารถกำจัดมันได้จริงๆ,,,แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้เราไปจมอยู่กับความอยากนั้นมากกว่า และที่ชอบอีกอย่างคือเอกสารที่พระอาจารย์ให้มาในตอนท้ายที่บอกว่า จนจริงคือไม่มียังแก้ได้ด้วยการทำงาน แต่จนใจเพราะไม่พอนั้น ลำบากกว่าจนจริงยิ่งนัก ,,,อยากให้หลายๆคนที่จนใจได้อ่านbig smile ลาค่ะพระอาจารย์


นางสาววิสุมิตรา วิชญางกูร นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรชั้นปีที่2 คณะวิทยาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ 12520896

#74 By Monkiiz (124.122.128.181) on 2010-08-30 00:19

จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้แก่
นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง

นอกจากความรู้ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่พระอาจารย์สอนนั้น

สิ่งทีผมชอบมาก ๆ คือเกร็ดความรู้ ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พระอาจารย์สอดแทรกเข้ามาระหว่างการสอน เช่นเรื่องของการ ค้ำประกันรถยนตร์ให้คนอื่น แล้วโดนโกง
มีประโยชน์มากครับ

นาย พุฒิพงษ์ ภูพันนา 12520871 สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ

#73 By นาย พุฒิพงษ์ ภูพันนา (202.44.135.244) on 2010-08-29 20:41

นมัสการพระอาจารย์
จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้แก่นักศึกษา
สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง
ทำให้เข้าใจถึงความต่างของเศรษฐศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ที่สอนให้คนเราจัดการกับความต้องการของตนเอง เพราะในเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ
พระอาจารย์กล่าวว่า ความต้องการของมนุษย์สามารถจำกัดได้ ด้วยการกำจัดความโลภและอบายมุขออกไป
และก็ได้รับความรู้เกี่ยวกับความทุกข์ ที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องกำจัดความทุกข์ แค่ให้พึงรู้ไว้ ไม่ต้องไปทำอะไรกับความทุกข์ ปล่อยวาง หากคนเรารู้จักพอ ก็จะพบกับความสุข
นายธนาชัย จำปาศรี รัหส 12520827 ปี 2
กราบนมัสการ

#72 By Thanachai (202.44.135.245) on 2010-08-29 18:32

สิ่งที่ได้จากการฟังบรรยายจากพระมหาโอ๊ต ได้รู้ถึงการจัดการกับทรัพยากรที่มีอยู่ โดยใช้หลักพุทธเศรษฐศาสตร์มาแก้ไขตามหลักเศรษฐกิจหรือใช้การแก้จนด้วยธรรมะ และได้รู้ถึงการพอประมาณ

นางสาวอังสุมา เคนงาม 12520448

#71 By อังสุมา เคนงาม (202.44.135.245) on 2010-08-29 13:52




Recommend