ถึงวันที่ ๑๕ แล้วซินะครับ วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า วันเทโวโรหนะ หรือวันพระพุทธเจ้าเปิดโลก เรื่องของเรื่องคือว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดโยมมารดา ออกพรรษาแล้วเสด็จลงจากดาวดึงส์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากพระธรรมเทศนาที่ได้แสดงไว้เองเมื่อเช้านี้แล้วกันนะครับ

ฟังสด ( 18:15 นาที )

Stream  จิ้มที่นี่ ( อ่านวิธีฟังแบบ stream ได้ที่ entry ก่อนหน้านี้นะครับ อยากให้ฟังวิธีนี้เพราะเสียงดีกว่า และไม่ต้องรอโหลดให้่ยุ่งยากเหมือน ฟังจากเครื่องเล่นที่เป็น flash อย่าง imeem หรือ ijigg )

Download 18MB

นอกจากเป็นวันเทโวโรหนะแล้วยังเป็นวันสำคัญของชาว bloger ทั้งหลายด้วย คือเป็นวัน Blog Action Day 2008 ที่ชาวบล็อกทั่วโลกจะพร้อมใจกันกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ปีนี้กำหนดไว้ที่เรื่อง "ความยากจน"

สายลมแห่งปัญญา ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมกับเขาซะด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียสัจจะ ดังนั้นวันนี้จึงขอยกเรื่องของความยากจนมานำเสนอในแนวทางธรรม

พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ

พระมหานัธนิติ  สุมโน

ในทางโลก วิชาที่ว่าด้วยความยากจนคงไม่พ้นวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นระดับบุคคล หรือหน่วยธุรกิจ เรียกว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาค ระดับประเทศ เรียก เศรษฐศาสตร์มหภาค  ไม่ว่าจุลภาค หรือ มหภาค ต่างมีหลักการที่เหมือนกัน คือ นิยามของเศรษฐศาสตร์ว่า "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสามารถสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด" และข้อสมมติที่ว่า "ให้ตัวแปรอื่น ๆ คงที่"  นักเรียนเศรษฐศาสตร์คงจะทราบกันดี แต่ขออธิบายไว้นิดหน่อย อย่างเช่น สมมติว่า อุปสงค์ ( ความต้องการ ) ขึ้นอยู่กับราคา ราคามากต้องการน้ัอย ราคาน้อยต้องการมาก อย่างอื่น คงที่ คือไม่มีผล  แต่ในโลกของความเป็นจริง อะไร ๆ ก็มีผลทั้งนั้น ตำรวจสลายการชุมนุม หุ้นตก เป็นตัวอย่าง ไม่ได้เกี่ยวกับราคาเลยสักนิดเดียว

จุดมุ่งหมายของทั้งจุลภาค และมหภาค เหมือนกัน คือเรื่องของเงิน ตัวชี้วัดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจคือทรัพยากรภายนอกในรูปของสิ่งที่ใช้แทนได้แก่เงิน  จุลภาค ต้องการทำต้นทุนให้ต่ำที่สุด ทำรายได้ให้มากที่สุด คือทำกำไรสูงสุด ส่วนมหภาคก็ต้องการรายได้หรือการผลิตของชาติเป็นหลัก

นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มองความจริงว่าสิ่งมุ่งหวังของพวกเขาเป็นเพียงสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย นอกไปจากความพยายามหาสิ่งนอกตัวมาให้เป็นที่ยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

พระพุทธศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากเรื่องที่มุ่งเน้น โลกุตตรธรรม หรือ ธรรมอันเหนือโลก คือมุ่งมรรค ผล นิพพานแล้ว ยังไม่ทรงทิ้งธรรมอันเป็นโลกิยะ คือธรรมที่ยังเป็นวิสัยของโลก ยังทรงสั่งสอนในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในแนวทางที่ตรงข้ามกับวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ มีนิยามว่า "การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการที่จำกัดได้ของมนุษย์"  นักเศรษฐศาสตร์ได้ดูแคลนตัวเอง และพวกเราไว้ว่า ไม่สามารถจัดการกับโลภะ หรือ ความโลภ ต้องการ อยาก ของเราได้ ทั้ง ๆ ที่ ตนเองยังไม่ได้รู้จักกับเจ้ากิเลสกองที่ ๑ ให้แจ่มชัด เมื่อถูกโลภะครอบงำ หรือเห็นผู้ที่ถูกโลภะครอบงำ จึงคิดค้นวิชาเศรษฐศาสต์ที่มีนิยามตั้งต้น หรือมีเงื่อนไขหลัก ที่ไม่ถูกต้อง  ต่างกับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของกิเลสทั้งหลาย รวมทั้งความโลภที่เป็นประเด็นนี้ด้วย ความโลภนั้นสามารถกำจัดได้ด้วยการฝึกหัดขัดเกลาของแต่ละบุคคล ด้วยเครื่องมือสำคัญ ๓ อย่าง คือ ทาน การให้ปัน ศึล การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย และ ภาวนา การทำให้สมาธิและปัญญามีขึ้นในตนเอง เพราะฉะนั้นนิยามของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ จึงเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว

ก่อนจะขัดเกลากิเลสจนหมดความโลภได้นั้น พระพุทธองค์ยังทรงแสดงไว้แม้แต่เรื่องการใช้จ่ายภาคเอกชน ระดับเล็ก ๆ ระดับที่เรียกได้ว่า พุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่นทรงแสดงเหตุที่ทำให้ทรัพย์ของบุคคลต้องเสื่อมไปว่ามีเหตุจากอบายมุข ๔ อย่าง คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงพนัน นักเลงสุรา และคบคนชั่ว  ทรงแสดงวิธีการทำให้มีทรัพย์ ไว้ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ว่าต้อง ขยันหมั่นหา รู้รักษาทรัพย์ คบเพื่อนดี และมีความเสมอต้นเสมอปลาย  ทรงแสดงเรื่องของความล่มสลายของหน่วยทางธุรกิจ หรือหน่วยทางสังคมไว้ว่าเกิดจาก ไม่แสวงหาพัสดุที่สูญหาย ไม่บูรณะสิ่งที่เก่าคร่ำคร่า ไม่ประมาณในการบริโภค และตั้งคนไม่มีศีลเป็นหัวหน้า ทรงแสดงการจัดสรรทรัพยากรของเอกชนไว้ด้วยหัวข้อ ประโยชน์เกิดจากการถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง คือ เลี้ยงตัวและครอบครัวให้เป็นสุข ๑ เลี้ยงดูมิตรสหาย ๑ บำบัดอันตรายจากเหตุต่าง ๆ ๑ ทำพลี ๕ อย่าง ( สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ เสียภาษีอากร ทำบุญให้เทวดา ) ๑ และบำรุงสมณพราหมณ์ ๑ โดยนำทรัพย์ที่หามาได้ แบ่งมาใช้จ่ายในแต่ละเรื่อง เพียงแค่ระดับเบี้องต้น หรือระดับโลกิยพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค นี้ก็เพียงพอต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ หรือ สร้างผลผลิต ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างง่ายดาย

แต่หากเรามองสูงขึ้นไปใกล้กับโลกุตตรธรรมมากขึ้น ยิ่งพบได้ว่าเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เชื่อถือลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการจัดการกับความโลภซึ่งอยู่ภายในของแต่ละคน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมายอย่างไร

ภิกษุ เป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่ใช้การจัดการความโลภ แทนที่การมุ่งจัดการกับทรัพยากรภายนอก โดยการลดการใช้ทรัพยากรลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น คือปัจจัย ๔ ประการ เครื่องนุ่งห่ม มีเพียงผ้ากาสาวพัตร์ เพื่อป้องกันผัสสะที่ร้ายกาจจากลมแดด ความร้อน ความหนาว สัตว์ต่าง ๆ และปกปิดอวัยวะที่ควรปกปิด พระภิกษุสามารถไปงานพระราชพิธี ได้ด้วยชุดชุดเดียวกันกับที่นุ่งห่มล้างห้องน้ำในวัด อาหาร เพียงประทังความหิว เพื่อให้มีเรี่ยวแรงปฏิบัติธรรม ที่อยู่อาศัยมีไว้ป้องกันอันตรายจากสภาพอากาศ ยารักษาโรคมีเพื่อบำบัดอาพาธต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น  การขัดเกลากิเลสด้วยการลดสิ่งเกินจำเป็นลง ส่งผลให้จิตใจของผู้ปฏิบัติละความโลภได้อย่างดี

หากจะวัดความรวย หรือความจน ด้วยวิธีคิดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เครื่องชี้วัดคือเงิน หรือ ทรัพยากรภายนอก ที่มีมากกว่าจัดว่ารวย มีน้อยกว่าจัดว่าจน แต่ในทางพุทธศาสตร์วัดด้วย ความพอ ใครพอมากกว่าจัดว่ารวย ใครไม่พอจัดว่าจน มีคำกลอนธรรมสุภาษิตว่า

ไม่พอ ใจจน เป็นคนเข็ญ

พอแล้วเป็น คนมี มหาศาล

จนทั้งนอก จนทั้งใน ไม่ได้การ

จงคิดอ่าน แก้จน เป็นคนพอ

ถ้าคนจน คือคนที่ไม่มีทรัพยากรต้องดิ้นรนแสวงหา ทำงานอาบเหงื่อแต่เช้ายันค่ำ แล้วเศรษฐีที่ต้องทำงานหาเงินจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จะต่างอะไรกัน ในทางตรงข้ามคนที่มีทรัพยากรน้อย แต่สามารถขัดเกลาความโลภของตนได้ พอใจกับสิ่งที่ได้ที่มี กลับเป็นคนที่รวยความสุขทางใจมากกว่า  คนที่มีร้อยล้าน พันล้าน ถ้าไม่พอเสียอย่างเดียว ก็เป็นคนจนที่ใจ  จนจริงคือไม่มียังแก้ได้ด้วยการทำงาน แต่จนใจเพราะไม่พอนั้น ลำบากกว่าจนจริงยิ่งนัก

ดังนั้นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่งในทางพุทธเศรษฐศาสตร์จึงได้แก่ความพอ ซึ่งเป็นตัวแปรผกผันกับความโลภ โลภมาก คือไม่พอ เท่ากับจนมาก โลภน้อย คือพอ เท่ากับรวยมาก และการจะเป็นคนรวยได้ก็ด้วยการขัดเกลากิเลสของตนเองออกให้มากที่สุดด้วยการดำเนินตามแนวทาง ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา ตามที่พระบรมครูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ให้เราเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีก่อน

อ่านจบแล้วก็มาเริ่มแก้จนกันได้เลยครับ เริ่มด้วยทานคือการให้ก่อนเลย ประกาศรับบริจาคของที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่ใช้แล้วเพื่อร่วมบริจาคกับ บินเดี่ยว โซไซตี้  ไปช่วยเหลือชาวเขาที่แม่ฮ่องสอนกันประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ถ้าอยู่ใกล้ย่านท่าพระโปรดติดต่อเจ้าของบล็อกบินเดี่ยว แต่ถ้าอยู่ใกล้อยุธยา มาบริจาคได้ที่สำนักงานวัดใหญ่ชัยมงคล โทร 0 3524 2640 ต่อ 32 โทรสาร ต่อ 20 ถ้าไม่ไกลมาก และมีของปริมาณพอสมควรจะให้ไปรับถึงที่ก็ย่อมได้ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ http://mahaoath.com อนุโมทนาล่วงหน้า

บุญรักษาครับ

เพิ่มเติมหลังจากขึ้น Hot Post

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียประโยชน์จากการได้ขึ้นฮ๊อทครั้งแรก อยากจะฝากโครงการของท่าน Dhammasarokikku แห่ง บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลืองไว้ให้ช่วยกันโฆษณาครับ  ได้ทำแบนเนอร์ไว้ ๒ แบบ ขอให้ช่วยกันนำไปแปะไว้ที่บล็อกของเพื่อน ๆ ช่วย ๆ กันครับ ชาวเขาเหล่านั้นยากไร้จริง ๆ

ขนาด ๒๐๐ คูณ ๒๐๐

 

ขนาด ๔๖๘ คูณ ๖๐

จิ้มที่นี่เพื่อรับ code html ( อยู่ที่บอร์ด mahaoath.com อยากแปะไว้หน้านี้เลยแต่ทำไม่สำเร็จ งง )

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

การให้ทาน สามารถละความโลภ ได้จริงครับ ขอยืนยัน (เพราะลองมาแล้ว)

ความพอ ไม่เพียงทำให้เรารวยครับ ทำให้เรางาม อีกต่างหาก งามจากภายในเชียวแล ส่วนความโลภโมโทสัน ใครได้เห็น ก็รู้สึกรังเกียจครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#1 By Dhammasarokikku on 2008-10-15 15:00

Hot! Hot! Hot!

กำลังพยายามจัดการกับความโลภในตัวอยู่ค่ะ sad smile ถึงจะยังไม่สำเร็จแต่ก็จะพยายามต่อไปเรื่อยๆ (ฮา)

#2 By lumin on 2008-10-15 17:21

Hot! ช่วยสนับสนุนการเผยแพร่ครับ

#3 By on 2008-10-15 17:29

ตอบ ๑ จริงครับ สาธุ สาธุ
ตอบ ๒ สู้สู้ครับ
ตอบ ๓ สาธุครับ

#4 By mahaoath on 2008-10-15 18:44

ยาวมาก !!%^^' ตัวหนังสือติดไปนิดนะครับ

ขออนุโมทนาครับ_/\_

"ดังนั้นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่งในทางพุทธเศรษฐศาสตร์จึงได้แก่ความพอ "

นี่คงเป็นส่วนที่น่าจะสรุปได้เนอะ big smile

#5 By Shuu Exteen on 2008-10-15 21:49

สาธุ ครับ Hot!

---
http://arthuran.net

#6 By Arthuran on 2008-10-16 00:23

ตอบ ๕ ยาวไปหน่อย เนื่องจากติดลม เอ้ย ไม่อยากตัดครับ เลยใส่ไปเต็ม ๆ แก้สีและขนาดแล้วน่าจะอ่านง่ายขึ้น

ตอบ ๖ เจริญธรรมครับ

#7 By mahaoath on 2008-10-16 09:14

ความมั่งคั่ง = ปริมาณทรัพยากร/ความอยาก สินะครับ

เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เน้นเพิ่มตัวบน
ส่วนพุทธเศรษฐศาสตร์มุ่งลดตัวล่าง

big smile Hot!
ตามมาอ่านช้าไปหน่อยค่ะ แหะๆ เพิ่งประกบวิญญาณเข้ากับร่างได้ ^^;

เห็นด้วยว่าคำว่า พอเพียง มันทำให้เราสบายจริงๆแหละค่ะ สำหรับคนที่ยังพอหาได้เจาว่า คำว่าพอก็ทำให้เราหยุดได้ที่ตัวเรา แต่สำหรับคนที่เค้าไม่มีอันจะกินจริงๆนี่ ถึงจะบอกว่าให้พอ แต่มันยังไม่มีอะไรจะกินเลยนี่ละค่ะ มันถึงยังเดือดร้อน

นึกถึงว่าทุกข์ง่ายๆของฆราวาส ตื่นขึ้นมา ต้องหาอะไรกินละ ไม่งั้นไม่มีแรง ถ้าที่บ้านพอมีอาหาร มีเงิน ก็ลุกไปทำกิน โชคดีหน่อยมีคนทำให้กิน ก็ยิ่งสบายเข้าไปใหญ่ แต่บางคนนี่ ตื่นขึ้นมาแต่ตัว หันไปมองทั่วๆ อ๋า... ผัวทิ้งไว้กับลูก 3 มองรอบด้านแล้วมันไม่มีจริงจริ๊งงง ก็คงต้องเริ่มกระวนกระวาย ลุกขึ้นออกทำมาหากินง่ายๆเพื่อให้รอด

แนวความคิดสำหรับเจาก็คือว่า สังคมอยู่ร่วมกันก็ต้องเกื้อกูลกัน โดยมีหลักธรรมมาช่วยสนับสนุนนะคะ จะบอกว่าให้คนไม่มีจะกินช่วยตัวเองแต่ถ่ายเดียว หรือรอพึ่งพาคนอื่นแต่ถ่ายเดียว ก็คงไม่รอด

สำหรับคนที่ไม่มีจะกินแล้ว เจาคิดว่า ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาสู้ชีวิตในแบบต่างๆ แต่สิ่งนึงที่ไม่ควรลืมก็คือว่า อาชีพการงานที่ทำนั้น ต้องเป็นสัมมาอาชีวะ อย่างน้อยก็ไม่ไปขโมยใคร ค้ายา หรือทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ และเบียดเบียนคนอื่นละกัน

สำหรับคนที่มีจะกินแล้ว ก็ต้องเจริญเมตตาให้มาก ช่วยเหลือเกื้อหนุนคนที่ไม่มี (อย่างเช่นหลวงพี่เชอรี่กับลังรับบริจาค) ยิ่งให้ผู้อื่นมาก เราก็ยิ่งได้รับมาก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ช่วยเหลือคนอื่นเขา ตามกำลังที่จะพอทำได้

ถ้าทำได้ทั้ง 2 ส่วนแล้ว ก็คิดว่าคงมีแรงสนับสนุนในสังคม ให้เป็นกระบวนการเกื้อหนุนและลดกิเลสแบบลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป ทั้งผู้ให้และผู้รับ

สำหรับหลักเศรษฐศาสตร์ เจาบื้อใบ้ไร้ปัญญา รู้แต่ว่าน้ำใจ จะช่วยหล่อลื่นสังคมไทยให้อยู่รอดและมีความสุขกันถ้วนหน้าค่ะ ^^;

(เม้นยาวๆ อีกแล้ว เอิ๊กๆ ขออภัยที่ไมได้ไปเขียนในบล๊อกตัวเอง กลัวไม่ต่อเนื่องกับเนื้อหาของท่านมหานะค่ะ ^^; )

#9 By Rinna ♥ on 2008-10-16 15:42

บทความดีจังเลยครับ
แต่น่าเสียดายที่สังคมปัจจุบันละเลย ธรรมะ

ยิ่งไขว่คว้า ยิ่งไม่ได้
ยิ่งตามหา ยิ่งไม่เจอ

แต่พอเราหยุด
เราก็เห็นความจริง...

สังคมก็เลยวุ่ยวายไม่มีที่สิ้นสุด

Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีครับ big smile
ตอบ ๘
ตามสูตรที่ให้มา ความมั่งคั่ง เท่ากับ ทรัพยากร ส่วนด้วย ความยาก เข้าท่ามากเลยครับ เพิ่มอีกนิดให้ ทรัพยากร เป็นค่าคงที่ เพราะนับรวมทรัพยากรของทุก ๆ คน ในโลกเข้าด้วยกัน ย่อมได้เป็นค่าใด ๆ ขึ้นมา ๑ ค่า ที่ไม่เท่ากับ ศูนย์ แล้วตัวส่วนคือความอยาก มีค่า ศูนย์ถึงอินฟินิตี้ โอ้วโป๊ะเช๊ะ สาธุ สาธุ ยูเรกา

ตอบ ๙ อ่านจบแล้วสาธุในใจดัง ๆ อยู่คนเดียว ชอบมากครับ

ตอบ ๑๐ เป็นหน้าที่อยู่แล้วครับ ยินดีต้อนรับเสมอนะครับ

บุญรักษาครับ

#11 By mahaoath on 2008-10-16 17:12

จะลองรวบรวมดูนะคะ ดีเหมือนกันอยู่ใกล้ ๆ ท่าพระพอดีค่ะ เอาไปให้ได้ที่วัดอะไรหรือคะ big smile Hot!

#12 By ดาวถัดมา on 2008-10-16 17:58

ตอบ ๑๒ อยู่ท่าพระไปที่วัดท่าพระเลยครับ สอบถามจากเจ้าของบล็อกบินเดี่ยวก่อนก็ได้ http://akkarakitt.exteen.com
อนุโมทนาล่วงหน้าครับ

#13 By mahaoath on 2008-10-16 18:33

นึกถึงวัดๆนึงที่มีลูกศิษย์เป็นหมื่นๆ งานใหญ่ๆคนเข้าเป็นแสนๆ สอนเรื่องพุทธเศรษศาสตร์ไว้ว่า ให้ทำบุญมากๆ(กับตัวเองซึ่งแอบเชียร์อ้อมๆว่าเป็นเนื้อนาบุญอันสูงสุด) จะได้รวยเป็นอภิบลาๆๆเศรษฐี ด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนต้องรวยเพื่อเอาเงินมาทำบุญต่อบุญเป็นloop ไปเรื่อยๆ แคมเปญของวัดนี้ก็ออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ รวยเร็ว รวยแรง รวยโลด รวยฉับพลัน ยัน รวยโคตรโคตร...
หวังว่าจะระงับ"โลภะ"ลงได้สักวัน...

#14 By Kasidej on 2008-10-18 01:11

ชนะตนเอง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ จริงๆๆ ตอนนี้ผมกะลังทำอยุ่

#15 By เซงครับ on 2008-10-19 00:46

แอบย่องเงียบนำไปใส่ไว้ที่วัดกลาง ฯ แล้วค่ะ แปะโป้งไว้ก่อนนะคะ ไว้จะมาคอมเมนท์ตอนหายดีแล้ว รถไปเกิดอุบัติเหตุที่ลาว เลยได้แต่ไปนอนหยอดน้ำส้มตำอยู่หลายวัน เห็นหมอเขาบอกว่าสมองน่วมแค่นั้นเองค่ะ 5 5 5

กราบลาไปแบบมึน มึนค่ะ

#16 By มนตรา (58.8.115.127) on 2008-10-19 15:49

ตอบ ๑๔ Oops! ไม่วิจารณ์ดีกว่าครับ แต่ต้องยอมรับว่า marketing เขาสุดยอด ขายบุญได้ด้วย ( อ้าวไหนว่าไม่วิจารณ์ T_T )

ตอบ ๑๕ อนุโมทนาด้วยครับ ขอให้ชนะตนไว ๆ ชนะแล้วไอ้เจ้าตน มันจะได้ไม่อยู่ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว

ตอบ ๑๖ โห ขนาดสมองน่วมเลยหรือ ? หายไว ๆ

บุญรักษาทุกท่านครับ

#17 By mahaoath on 2008-10-19 16:01

อนุโมทนาบุญค่า open-mounthed smile

#18 By iDoi* on 2008-10-19 19:23

ท่านเขียนหลักพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาคได้ดีทีเดียวค่ะ เช่นเรื่องทรัพย์ที่ต้องเสื่อมไปเพราะอบายมุข เป็นมุมมองใหม่สำหรับดิฉันด้วย

ถ้าได้ขยายระดับโลกิยพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดให้ชัดกว่านี้ โดยแสดงความเป็นเหตุเป็นผลและการเชื่อมโยงระหว่างกันแล้วหล่ะก็จะมีคุณูปการอย่างยิ่งค่ะ สามารถตีพิมพ์เป็นผลงานทางวิชาการได้เลยนะคะเนี่ย แถมแนวมาก ๆ อีกต่างหาก

ส่วนที่พูดถึงโลกุตตรธรรมนั้นก็น่าสนใจค่ะ เสียดายที่เนื้อหาน้อยไปหน่อย

แรก ๆ ก็กะยุส่งไปอย่างนั้นเอง พอเห็นพระสงฆ์มาเขียนเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์อย่างนี้แล้ว ทำให้พุทธเศรษฐศาสตร์กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาจริง ๆ ค่ะ

First Class ค่ะ

กราบนมัสการลา

#19 By มนตรา (58.8.128.253) on 2008-10-24 14:36

^
^
^ อ๊ะ มาคอมเม้นท์แล้ว แสดงว่าหายดีแล้วซินะครับเนี่ย สาธุ สาธุ ถ้ามีโอกาสคงจะขยายความตามที่แนะนำอีกที คงยาวได้อีกเยอะ ฮา ๆ

#20 By mahaoath on 2008-10-24 20:45

สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

#21 By Chotidhammo (115.67.184.111) on 2009-08-01 06:48

จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้แก่
นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง
ได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำงานทางสาขาเศรษฐศาสตร์ ขณะที่พระอาจารย์เป็นฆราวาสได้ทำงานในตำแหน่ง พนักงานสินเชื่อและการขาย
ทำให้ทราบว่าพนักงานสินเชื่อ คือ พนักงานที่ต้องตรวจดูประวัติลูกค้าก่อนที่จะออกวงเงินให้กู้ โดยในตำแหน่งงานของพระอาจารย์ในขณะนั้นมีความแตกต่างมาก
พระอาจารย์ย้ายที่ทำงานมาทำงานที่บริษัท ทุนธนชาติ แต่ในตำแหน่งเดิม
ปี 2548 เกิด ภาวะเศรฐกิจฟองสบู่ หรือ ต้มยำกุ้ง
พระอาจารย์ตกงาน เพื่อนชวนไปทำรีสอร์ทบนเกาะส่วนตัวของเพื่อน แต่พระอาจารย์ต้องบวชทดแทนคุณ
เมื่อพระอาจารย์บวช ได้พบกับหลักธรรมของชีวิตที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ว่าเงินทองไม่ได้ทำให้คนรวย ความพอ ต่างหาก ที่ทำให้คนรวย
พระอาจารย์ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการดับทุกข์ ด้วยอิทธิบาท 4 และ หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ ในการเรียน

รากเหง้าของความจน คือ ความโลภ คนที่โลภ คือ มีกิเลส เราสามารถดับกิเลสได้ด้วยเครื่องมือ คือ
ทาน เราควรให้ผู้อื่นบ้าง สิ่งนั้นจะเป็นผลบุญที่ทำให้เราไม่ลำบากตรากตรำ
ศีล เราควรรักษาศีล ทั้งกาย วาจา ใจ ศีลเป็นตัวที่ทำให้คนทุกคนเป็นคนที่สวยงาม มิใช่สวยงามทางกาย แต่สวยงามด้วยจิตใจ
ภาวนา เราควรเจริญภาวนาอยู่เป็นนิจ เพราะการที่เราภาวนานั้น เราจะมีสมาธิ มีสติ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้ และ ทางที่แก้ไขปัญหานั้นจะเป็นทางที่ดีที่สุด ถ้าเรามีเครื่องมือทั้งสามนี้ครบ จะทำให้เราเป็นคนที่รวยซึ่ง ผลบุญ ความสุข ปัญญา

นางสาวนวรัตน์ ฉิมผูก 12520836

#22 By Nawarat Chimphuk (202.44.135.243) on 2010-08-23 13:30

การเดินทางสายกลางดีที่สุด

ในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์
ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดนั่นเองครับ
ตัวอย่างก็ ทางพุทธ ก็ต้องการ อยากมี อยากเป็น อยากไม่เป็น
ส่วน ทางโลก ก็ต้องการสินค้าที่สนองความต้องการของตนครับ (หลุย โลเหล็ก เรย์แบน รีวาย ...โอ้ อยากได้ครับ)

#23 By เจริญชัย (61.7.129.201) on 2010-08-23 16:37

นายเจริญชัย 12510661 โรงแรมปี 3

#24 By เจริญชัย (61.7.129.201) on 2010-08-23 16:40

ความหิวโหย คือความต้องการ (Demand)
การได้กินข้าว คือ ความตอบสนองความต้องการ (Supply)
เมื่อคนที่ได้กินข้าวอิ่มท้องแล้วก็ย่อมไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าตนเองอิ่มแล้ว Demand ก็ลดลง แต่ผิดกับคนที่ยังไม่ได้กินข้าว ก็ย่อมเกิดทุกข์เพราะท้องหิว Supply ก็มากขึ้นพยามยามทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองปราถนา อยากที่จะได้มาเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองที่มีอย่างไม่จำกัด

#25 By papungkorn commu2 at su. (202.44.135.242) on 2010-08-23 18:28

ความหิวโหย คือความต้องการ (Demand)
การได้กินข้าว คือ ความตอบสนองความต้องการ (Supply)
เมื่อคนที่ได้กินข้าวอิ่มท้องแล้วก็ย่อมไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าตนเองอิ่มแล้ว Demand ก็ลดลง แต่ผิดกับคนที่ยังไม่ได้กินข้าว ก็ย่อมเกิดทุกข์เพราะท้องหิว Supply ก็มากขึ้นพยามยามทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองปราถนา อยากที่จะได้มาเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองที่มีอย่างไม่จำกัด

#26 By papungkorn commu2 at su. (202.44.135.242) on 2010-08-23 18:31

ความหิวโหย คือความต้องการ (Demand)
การได้กินข้าว คือ ความตอบสนองความต้องการ (Supply)
เมื่อคนที่ได้กินข้าวอิ่มท้องแล้วก็ย่อมไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าตนเองอิ่มแล้ว Demand ก็ลดลง แต่ผิดกับคนที่ยังไม่ได้กินข้าว ก็ย่อมเกิดทุกข์เพราะท้องหิว Supply ก็มากขึ้นพยามยามทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองปราถนา อยากที่จะได้มาเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองที่มีอย่างไม่จำกัด

#27 By papungkorn commu2 at su. (202.44.135.245) on 2010-08-23 18:37

จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้แก่
นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง
ได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำงานทางสาขาเศรษฐศาสตร์

การแก้จนด้วยธรรมะ
ได้รู้ว่าความรวยความจนไม่ได้วัดกันที่เงิน
ถึงแม้ว่าเรารวยแต่เราไม่รู้จักพอ รวยไปก็เท่านั้น
ถ้าเรามีเงินน้อยแต่เรามีความพอใจในสิ่งที่มี แค่นี้เราก็สุขใจแล้ว
ได้รู้ว่าความโลภสามารถกำจัดได้ด้วย ทาน ศีล ภาวนา

นางสาว สัจจาพร ฉ่ำตาก้อง 12520909

#28 By Satjaporn Chamtakong (61.7.134.10) on 2010-08-24 14:55

นมัสการค่ะ

ดิฉัน น.ส. ชนิตา อินทร์แจ้ง12520026 สาขา การจัดการชุมชน คณะวิทยาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ทางโลก ถ้าจน ก็เป็นโทษตั้งแต่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แม้การกู้หนี้ยืมสินก็เป็นทุกข์ กู้หนี้ยืมสินมาแล้วก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย จ่ายดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่มีดอกเบี้ยจะจ่าย ก็โดนทวง การโดนตามทวงก็เป็นทุกข์
ถ้าคนเราไม่อยากจนก็ต้องรู้จักความพอ พอใจสิ่งที่มีอยู่ ความพอจะทำให้เราร่ำรวยความสุขเหลือคณา
นมัสการค่ะ

#29 By ชนิตา (202.44.135.242) on 2010-08-24 23:27

จากการได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ทำให้เข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวจริงๆ ซึ่งเราสามารถนำเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่สอนให้เราจัดการกับความต้องการของตนเองมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพราะเมื่อเราลดความอยากของเราได้ เราก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะความอยากมี อยากเป็น รู้จักซึ่งความพอดี มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น อีกนัยหนึ่งก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนอื่นที่เขามีทรัพยากรน้อยกว่าเราหรือมีไม่เพียงพอได้มีทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องไปแก้งแย้งแข่งขันกัน
นอกจากนี้ยังสอนให้รู้อีกว่าสุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่จิตใจ หากเราควบคุมจิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในความพอดี ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นไม่เอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพียงเท่านี้เราก็จะมีความสุขแล้ว คนที่ร่ำรวยมีเงินล้นฟ้าก็มีความทุกข์ได้ ถ้าไม่รู้จักพอ มีแล้วก็ยังอยากจะมีเพิ่มทำให้เป็นคนจนใจ ไม่มีความสุข จนหรือรวยไม่ได้วัดที่ทรัพยากรที่มีอยู่ หากแต่เป็นจิตใจที่มีแต่ความพอดีต่างหาก

นมัสการค่ะ

พรรณราย มิตรประสิทธิ์ 12520091 ชุมชนปี 2
confused smile

#30 By พรรณราย (202.44.135.245) on 2010-08-25 00:58

นมัสการค่ะ

จากการได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ทำให้เข้าใจคำว่า
พุทธเศรษฐศาสตร์มากขึ้นค่ะ
และทำให้รู้ว่า ความพอ เท่านั้น ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ

นมัสสการค่ะ

นางสาว รัชนี ผันนะทัย 12520413
สาขาการจัดการชุมชน มหาวิทยาลัยศิลปากร

#31 By รัชนี (202.44.135.245) on 2010-08-25 17:17

นมัสการค่ะ

จากการได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ในหัวข้อพุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ ทำให้ได้เรียนรู้ถึงเศรษฐศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่งทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมุมมองที่ต่างกับนักเศรษฐศาสตร์พอสมควร ทำให้เราได้ทราบถึง การไม่พอ ที่เป็นปัญหาให้เกิดความยากจน การที่คนจะจนจะรวยก็อยู่ที่ตัวเราคิดว่าสิ่งที่เรามี ที่เราเป็นอยู่ พอหรือยัง ถ้าคิดว่าพอเราก็ไม่จน ถ้าเราคิดว่าไม่พอเราก็จนอยู่แบบนั้น ดังนั้นคนจนจึงมีสองแบบคือคนจนเพราะไม่มี กับคนจนเพราะไม่พอ


ปณิธาน เดชประแดง วิทยาการจัดการชุมชน 12520392

#32 By ปณิธาน เดชประแดง (202.44.135.245) on 2010-08-25 17:39

นมัสการค่ะ

จากการฟังบรรยายเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์แก้จนแล้วทำให้หนูรู้แล้วล่ะค่ะว่าการที่เราจะแก้จนได้นั้นต้องจัดการที่ความรู้อยากทั้งหลายของตัวเอง ไม่ใช่จัดการกับทรัพยากรที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิด เพียงแค่เรารู้จักความพอดีแค่นี้เราก็ไม่จนแล้วใช่มั๊ยค่ะ??

#33 By ทิพย์ธิดา (202.44.135.247) on 2010-08-25 17:40

นมัสการค่ะ

จากการฟังบรรยายเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์แก้จนแล้วทำให้หนูรู้แล้วล่ะค่ะว่าการที่เราจะแก้จนได้นั้นต้องจัดการที่ความรู้อยากทั้งหลายของตัวเอง ไม่ใช่จัดการกับทรัพยากรที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิด เพียงแค่เรารู้จักความพอดีแค่นี้เราก็ไม่จนแล้วใช่มั๊ยค่ะ??


น.ส.ทิพย์ธิดา ไตรยศ
สาขาการจัดการชุมชน 12520374

#34 By ทิพย์ธิดา (202.44.135.247) on 2010-08-25 17:42

นมัสการ ครับ พระอาจารย์
กระผมนายกันทรากร จรัสมาธุสร 12520349
จากการฟังบรรยายเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์แก้จนด้วยธรรมมะ ทำให้ได้รับประโยชน์อย่างมากมาย ธรรมมะสอนให้คนรู้จักกำจัดความไม่โลภ ละกิเลส เพราะความโลภเป็นสาเหตุทำให้จน จึงมีสำนวนที่ว่าความไม่โลภเป็นลาภอันประเสริฐ พุทธเศรษฐศาสตร์ เป็นการจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด จัดการให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ พุทธศาสนาจึงสอนให้คน ไม่ยึดติดกับความอยากได้อยากมีกับสิ่งที่ฟุ่มเฟือยรู้จักความพอประมาณ open-mounthed smile

#35 By นาย กันทรากร จรัสมาธุสร 12520349 ชุมชน ปี 2 (202.44.135.246) on 2010-08-25 18:02

จากการได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ทำให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธคือการนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต ช่วยสอนให้ละจากกิเลสตัณหา สอนให้ไม่โลภ รู้จักคำว่าพอ โดยลดปัจจัยสี่ที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้น้อยลงเท่านี้ก็จะช่วยแก้จนได้แล้วค่ะ

นมัสการค่ะ

นางสาวสิริรัตน์ ทับเณร 12520435
สาขาการจัดการชุมชน มหาวิทยาลัยศิลปากร

#36 By สิริรัตน์ (202.44.135.247) on 2010-08-25 19:00

จากการที่ได้ฟังพระอาจารย์มาบรรยายเมื่อวันที่ 19 นั้น สรุปได้ว่า เศรษฐศาสตร์สอนให้คนรู้จักการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดให้ได้ประโยน์ชสูงสุด แต่พระพุทธเจ้าได้สอนให้มนุษย์รู้จักความพอดี ไม่โลภ ซึ้งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ความโลภ คือ กิเลส การกำจัดกิเลสโดย ศีล พอเรามีศีลแล้ว เราก็จะเกิดสมาธิ พอเรามีสมาธิแล้วเราก็จะเกิดปัญญา

นางสาวศุภิญญา ลือเนตร 12520904 สาขาธุรกิจและภาษาอังกฤษ ปี 2

#37 By ศุภิญญา (202.44.135.246) on 2010-08-25 20:19

ฟังบรรยายเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์เมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ได้ความรู้หลายเรื่องมาก แต่ที่จับประเด็นได้คือ การแก้จนได้ด้วยความพอดี ถ้าเราไม่มีความพอดีในตัวเองแล้ว เราจะเกิดกิเลส การที่เรามีกิเลส คือการอยากได้ หรืออยากมี ในสิ่งที่เราไม่มี การที่เราไม่อยากมีกิเลสนั้น คือ เราต้องมีศีล สามธิและปัญญา จึงทำให้เราพ้นจากกิเลสต่างๆได้ และในตอนท้ายชั่วโมงอาจารย์ให้นักศึกษาถามพระอาจารย์ มีเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งได้ถามพระอาจารย์ว่า "เพื่อนทะเลาะกันและไม่คุยกันจะทำอย่างไร เพื่อนถึงจะดีกัน" พระอาจารย์ให้คำตอบที่เกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่องค่าเสียโอกาส ว่า เราต้องเลือกว่าเราจะโกรธเพื่อนต่อไป หรือจะไปคืนดีกับเพื่อน เพราะว่าถ้าเราเลือก อะไรไปแล้ว ถ้าอยากโกรธกันต่อไป เราก็เสียเพื่อนไปแล้ว 1 คน เพื่อนอีกคนหนึ่งได้ถามเรื่องการเรียน ว่าเราจะเรียนอย่างไร เราต้องใช้หลักธรรมะ คือ สุ จิ ปุ ริ
คือฟังคิดถามเขียน เราจึงเรียนได้อย่างดี
จากการที่ได้ฟังบรรยายครั้งนี้ทำให้ได้มีความรู้ที่จะนำไปประยุกค์ใช้กับชีวิตประจำวัน ได้หลายอย่างที่เดียวค่ะ

น.ส.มัณฑณา เข็มทอง 12520879 สาขา ธุรกิจและภาษาอังกฤษ ปี2

#38 By มัณฑณา (202.44.135.247) on 2010-08-25 22:30

นมัสการ ท่านพระอาจารย์ครับ

จากการได้ฟังการบรรยายของท่านพระอาจารย์
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ทำให้ได้ทราบว่าเศรษฐศาสตร์ทางโลกนั้นยังมีช่องว่างอีกมากมาย ส่งผลให้มนุษย์หลงไหลไปตามกระแสทุนนิยมบริโภค เกิดการแก่งแย่งเพื่อผลประโยชน์ระหว่างกันและกัน จนลืมเป้าหมายทียืนยาวของชีวิต ในที่สุดก็เกิดทุกข์ เนื่องจากเศรษฐศาสตร์ประเภทนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่สิ้นสุด หรือเรียกว่ากิเลสนั่นเอง ซึ่งกิเลสนั้นติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การที่จะบรรเทาทุกข์ได้ก็ต้องละกิเลสเสียก่อน นั่นคือ การรู้จักพอ เพราะกิเลสนั้นจะนำพามนุษย์สู่ขุมนรกในที่สุด การที่จะทำให้ใช้ชีวิตอย่างสมดุลจึงจำเป็นต้องนำหลักคำสอนทางศาสนามาประกอบด้วย เพื่อช่วยเสริมช่องว่างของชีวิตทางโลก คือ การเติมเต็มความสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจ ดังนั้น เราจะศึกษาเศรษศาสตร์ทางโลกเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เราควรศึกษาเศรษศาสตร์ที่มาจากหลักคำสอนทางศาสนามาประกอบด้วย เพื่อให้การศึกษาเศรษฐศาสนั้นสมบูรณ์ทั้งภายในและภายนอกจิตใจ จะช่วยให้ชีวิตมีระเบียบมากขึ้น อยู่ในทางสายกลาง แค่นี้ความสุขของการใช้ชีวิตก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะเศรษศาสตร์ไม่ใช่หมายถึงเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้ชีวิตโดยมีเศรษศาสตร์เข้ามาจัดการด้วย เพราะชีวิตไม่ใช่เกิดมาเพื่อรอความตายเพียงอย่างเดียว แต่มนุษย์ยังต้องมีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้น นั่นคือ ความสุขภายหลังจากความตาย

นายนุรดิน แวนะไล รหัสประจำตัวนักศึกษา 12520391
สาขาการจัดการชุมชน มหาวิทยาลัยศิลปากร

#39 By นายนุรดิน แวนะไล (202.44.135.242) on 2010-08-26 20:15

นมัสการพระอาจารย์ค่ะ

จากการฟังบรรยายจากพระอาจารย์ทำให้ได้ข้องคิดมากมาย ดังเช่นเรื่องของการนำเอาพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้กับเศษฐกิจในยุคปัจจุบัน ว่าให้รู้จักพอดี พอประมาณ ถ้ารู้จักคำว่าพอดี พอประมาณ ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองยังอยากได้อยากมีอีก และถ้าทุกคนคิดได้ ปฏิบัติได้ ก็จะไม่เกิดความขาดแคน ความยากจน

นางสาวสุภาพร คิมทอง 12520442 การจัดการชุมชน ปี2

#40 By สุภาพร คิมทอง (202.44.135.245) on 2010-08-27 12:12

นมัสการเจ้าคะ

จากการที่ได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆก็ตาม แต่ก็ได้รับทั้งความรู้และข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางยุคแห่งการบริโภคนิยมเช่นนี้ได้ดีเลยทีเดียว ดิฉันคิดว่าอันที่จริงแล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยอาจจะไม่จนอย่างที่เราคิดกันก็ได้นะคะเพราะเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทุกพื้นที่ ทุกหย่อมหญ้าในผืนแผ่นดินนี้ ก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่มีน้ำใจดีงาม เพียงแต่ยุคสมัยในปัจจุบันนี้เน้นการบริโภคที่เกินจำเป็น มีค่านิยมการบริโภคที่หรูหราเกินตัว ทำให้เกิดปัญหาความยากจนขึ้น การแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนของรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งนั้น เช่นนโยบายที่จะมีการลดหนี้ให้กับประชาชน ดิฉันเห็นว่าก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาชนที่จะได้มีหนี้ลดลง แต่โอกาสที่ประชาชนจะสร้างหนี้ให้กับตัวเองก็อาจเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีความคาดหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงสาเหตุของความยากจนที่เกิดขึ้น นั่นก็คือการไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักตัวเอง ขาดการพึ่งตัวเองเป็นหลัก เพราะมัวแต่หวังพึ่งคนอื่น อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถขจัดความไม่รู้จักพอนี้ให้ลดลงได้โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อย่างที่พระอาจารย์ได้บรรยายว่า เราควรจะรู้จักการให้ทานหรือการให้ต่อผู้อื่นบ้าง ควรรู้จักยับยั้งชั่งใจต่อกิเลสโดยใช้ศีล สมาธิและปัญญาในการตัดสินใจต่างๆในชีวิต บางคนที่คิดว่าตัวเองจนเป็นเพราะไม่รู้จักความพอเพียง แต่บางคนก็มีความสุขได้ถึงแม้ว่าจะมีใครต่อใครกล่าวถึงว่าเป็นคนจน เพราะเขาคนนั้นพอใจในสิ่งที่ตนมี คนเราเกิดมาเพื่ออะไรนั้น ดิฉันคิดว่าคงแล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละคน แต่เหตุใดผู้คนมากมายในสังคมจึงได้ทะเยอทะยาน มีความต้องการบริโภคในสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิต ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ บางครั้งก็ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน สังคมเสื่อมโทรม ถึงเวลาที่เราคนไทยทุกคนจะได้หันกลับมามองตัวเอง มองถึงความเป็นจริงที่เรามีอยู่เป็นอยู่ การมองถึงอนาคตของประเทศไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ควรมองตามพื้นฐานความเป็นจริงของประเทศ ดิฉันคิดว่าเราอาจไม่ต้องร่ำรวยเหมือนกับประเทศอื่นๆ อาจไม่ต้องเป็นผู้นำแฟ่ชั่นระดับโลก เพียงแต่ขอให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามความสามารถและทรัพยากรที่มีอยู่ ทุกคนมีความสุขและรอยยิ้ม มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยมหาศาล แค่พออยู่พอกิน พึ่งพาตัวเองได้ รู้จักแบ่งปันตามกำลัง เท่านี้ก็น่าจะสามารถทำให้ชีวิตมีความสุขได้แล้ว

กราบนมัสการลา
น.สพัชราภรณ์ จันทร์ทรงสว่าง
สาขาการจัดการชุมชน12520401

#41 By น.ส.พัชราภรณ์ จันทร์ทรงสว่าง สาขาการจัดการชุมชน 12520401 (202.44.135.244) on 2010-08-27 13:18

จากการที่ข้าพเจ้าได้รับฟังการบรรยายของพระอาจารย์ ทำให้เข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์ทางโลกและธรรมช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าคนเรามีเศรษฐศาสตร์ทางธรรมแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมีเศรษฐศาสตร์ทางโลกเลย เพราะ ในทางโลก นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายต่างคอยแสวงหาวิธีที่จะจัดการทรัพยากรมาเพื่อให้เพียงพอต่อการบำบัดความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ ซึ่งทรัพยากรเหล่านั้นสักวันมันก็ต้องหมดไป แต่ในเศรษฐศาสตร์ทางธรรมนั้นสอนว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องลำบากไปหาวิธีจัดการทรัพยากร แค่เราจัดการความโลภของตัวเองให้ได้ เมื่อเราไม่มีความอยากได้ ทรัพยากรก็คงไม่ลดลงอย่างรวดเร็วอย่างเช่นทุกวันนี้ เศรษฐศาสตร์ทั้งสองแบบนั้นต่างก็มุ่งเน้นในการจัดสรรเหมือนกันเพียงแต่จัดสรรกันคนละอย่างเท่านั้นเอง

#42 By น.ส.ลัดดาวัลย์ กาฬดิษฐ์ 12520888 ธอ ปี2 (202.44.135.242) on 2010-08-27 13:46

จากการที่ข้าพเจ้าได้รับฟังการบรรยายของพระอาจารย์ ทำให้เข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์ทางโลกและธรรมช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าคนเรามีเศรษฐศาสตร์ทางธรรมแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมีเศรษฐศาสตร์ทางโลกเลย เพราะ ในทางโลก นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายต่างคอยแสวงหาวิธีที่จะจัดการทรัพยากรมาเพื่อให้เพียงพอต่อการบำบัดความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ ซึ่งทรัพยากรเหล่านั้นสักวันมันก็ต้องหมดไป แต่ในเศรษฐศาสตร์ทางธรรมนั้นสอนว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องลำบากไปหาวิธีจัดการทรัพยากร แค่เราจัดการความโลภของตัวเองให้ได้ เมื่อเราไม่มีความอยากได้ ทรัพยากรก็คงไม่ลดลงอย่างรวดเร็วอย่างเช่นทุกวันนี้ เศรษฐศาสตร์ทั้งสองแบบนั้นต่างก็มุ่งเน้นในการจัดสรรเหมือนกันเพียงแต่จัดสรรกันคนละอย่างเท่านั้นเอง
น.ส.ลัดดาวัลย์ กาฬดิษฐ์ 12520888
ธฮ ปี 2

#43 By น.ส.ลัดดาวัลย์ กาฬดิษฐ์ (202.44.135.242) on 2010-08-27 13:49

จากการฟังบรรยายเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์เมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ได้ความรู้หลายเรื่องมากและทำให้ทราบว่า วิธีการแก้จนที่ดีที่สุดนั้นคือ การไม่โลภ การไม่มีความอยากได้อยากมีในสิ่งที่เราไม่มีจนมากเกินความจำเป็น ไม่ลุ่มหลงกับกิเลสหรือยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นจนเกินไป หากจะกระทำสิ่งใดนั้นก็ควรจะมีสติและสมาธิ เพื่อไม่ให้สิ่งที่จะกระทำนั้นผิดพลาด และวิธีการกำจัดความโลภนั้น ก็คือการให้ทาน การแบ่งปัน และการมีปัญญา ความโลภเป็นบ่อเกิดของความยากจน เราควรระวังไม่ให้ความโลภครอบงำ โดยการมีสติหรือจิตที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งต่างๆอย่างง่ายดาย ควรรู้จักกับความพอดีและอยู่กับพอดี เรามีเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดแต่มีความอยากได้ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ดังนั้นเราควรจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้โดยการมีสติ คิดว่าสิ่งใดที่ไม่จำเป็นหรือเกินความจำเป็นและละออกไป เราก็จะไม่มีความโลภเกิดขึ้น ดำรงชีวิตอยู่ในความพอดีและพอใจในสิ่งที่ตนมี อยู่ในทางสายกลางดำรงตามแนวทางของพระพุทธศาสนาแล้วจะนำเราไปสู่ทางแห่งความสุข.

*น.ส.สุรีย์พร สุมามาลย์ 12520923 สาขาการจัดการธุรกิจและภาาาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศิลปากร

#44 By น.ส. สุรีย์พร สุมามาลย์ (202.44.135.243) on 2010-08-27 13:59

กราบนมัสการพระมหานัธนิติ สุมฺโน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง ได้นมัสการพระมหานัธนิติ สุมฺโน มาบรรยายเรื่อง พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ จากที่ได้ฟังการบรรยายทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์ที่เป็นต้นเหตุแห่งการแก้จน พระอาจารย์ได้บรรยายพุทธเศรษฐศาสตร์ในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องที่ท่านประสบในชีวิตจริงของท่าน หลักแห่งการดับทุกขืด้วยอิทธิบาท 4 ความพอเพียงในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เมื่อมนุษย์เกิดความพอเพียงก็จะไม่เกิดกิเลสความอยากได้ ใช้หลัก
โลกุตตรธรรมในการละซึ่งกิเลส ตอนท้ายคาบก่อนจบการบรรยาย อ.ดร.มนตรา ได้ให้นักศึกษาตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็น มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รู้สึกประทับใจมาก คือ มีเพื่อนคนหนึ่งถามพระอาจารย์ว่า"วิธีดับทุกข์ทำอย่างไร" พระอาจารย์ตอบว่า "วิธีดับทุกข์ที่ดีที่สุดคือ เราไม่ต้องไปดิ้นรนหาวิธีหรือหนทางต่างๆเพื่อดับทุกข์
แต่ให้เราจงเข้าใจและรับรู้ว่าสาเหตุของทุกข์มันคืออะไร แค่นั้นพอ"

รากเหง้าของปัญหาความยากจน
คือการถูกครอบงำกิเลส ความโลภ ความอยากได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ความไม่รู้จักเพียงพอของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ถูก
อบายมุข 4 อย่างเข้าครอบงำจิตใจก็จะทำให้เกิดทุกข์ทั้งภายในและภายนอกมีผลต่อการดำเนินชีวิต ปัญหาความยากจนของมนุษย์เรานั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ ความจนที่เกิดจากความไม่มีต้องดิ้นรนแสวงหา กับ ความจนที่เกิดจากความไม่รู้จักพอ
แนวทางการแก้ไขปัญหา
การที่มนุษย์จะแก้ไขปัญหาความยากจนได้คือต้องฝึก
ขัดเกลาจิตใจตามแนวทาง ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา
และที่สำคัญคือการรู้จักละซึ่งกิเลส ตัณหา เมื่อเราละซึ่งความอยากได้อยากมี มนุษย์ก็จะเกิดความพอเพียง

นางสาวศุภาพัชญ์ ปัทวิง 12520903
สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2

#45 By ศุภาพัชญ์ ปัทวิง (202.44.135.242) on 2010-08-27 14:04

นมัสการค่ะ
จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้แก่ นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง
สิ่งแรกที่พระอาจารย์ได้พูดคือ นิยามของเศรษศาสตร์ ว่า"การจัดทรัพยากรที่มีอยู่อย่าจำกัดเพื่อสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด" แต่ในทางพระพุทธศาสนาคือ ต้องการที่จำกัดได้ของมนุษย์ คือทรัพยากรเหล่านี้อยู่ที่มนุษย์ว่ามีความมากน้องเพียงใดที่จะต้องการมัน เพราะคนเรานั้นไม่สามารถกำจัดความโลภได้ เวลาอยากได้อะไรก็ต้องได้เพราะสิ่งที่เราต้องการนั้นบางครั้งมันอาจจะไม่จำเป็นเลย แต่กิเลสเข้ามาครอบคลุมจิตใจของเรา จนทำให้เราต้องซื้อ ถ้าเราต้องการที่จะกำจัดกิเลสเหล่านี้ เราต้องฝึกจิตใจของเราก่อน นั่งสมาธิ ให้ทานแก่คนอื่น สำรวม ทั้งกาย วาจา ใจ ต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา เราต้องหมั่นฝึกเป็นประจำ ลด ละ เลิกจากสิ่งอบายมุขทั้งหลาย รู้จักใช้เงิน เรามีเงินเท่าไหนต้องซื้ออะไนบ้างควรแบ่งแยก แล้วเก็บเอาไว้บ้างเพื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอน เท่านี้เราก็จะพ้น จากกิเลสได้แล้ว

นางสาวจรัสชล นาใจแก้ว 12520794 ธอ. ปี 2

#46 By จรัสชล (202.44.135.242) on 2010-08-27 15:35

จากการที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในหัวข้อเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ ทำให้ได้แนวคิดที่จะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมาก
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันทรัพยากรต่างๆถูกใช้ และถูกทำลายไปอย่างมาก สาเหตุก็เพราะมนุษย์อย่างเราๆนี่เอง
มนุษย์ที่ไม่มีความพอในสิ่งที่ตัวเองมี ยังต้องการสิ่งต่างๆเพื่อมาตอบสนองกิเลสของตัวเองที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่น คนเราต้องการแค่ปัจจัย 4 ก็สามารถดำรงณ์ชีวิตอยู่ได้แล้ว แต่ปัจจุบันนี้ต้องมีปัจจัยที่ 5,6 ตามมา อย่างโทรศัพย์มือถือที่ทุกคนในยุคนี้ต้องมี ใครไม่มีถือว่าล้าสมัย ขนาดเด็กอนุบาล เด็กประถมยังมีใช้ บริษัทต่างๆทีผลิตมือถือก็ผลิตโทรศัพท์มือถือรุ่นต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุย์ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต และในปัจจุบันนี้ในยุคเทคโนโลยี ยุคอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆก็เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทั้งสิ้น ทำให้ทรัพยากรต่างๆ ถูกทำลายลงไปอย่างมาก หากจะแก้ก็ต้องแก้ที่ตัวของมนุษย์เอง โดยการฝึกให้ความ โลภ ความอยาก นั้นบรรเทาลงไป หากไม่สามารถทำได้สักวันทรัพยากรก็คงจะหมดไป

น.ส.จิราวรรณ ผลประโยชน์วัฒนา รหัส 12520802
การจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศิลปากร

#47 By จิราวรรณ ผลประโยชน์วัฒนา (202.44.135.245) on 2010-08-27 15:55

กราบนมัสการค่ะ

ดิฉัน นางสาวภัทรนันท์ คงเกตุ คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการชุมชน 12520407

จากที่ได้ฟัง พระอาจารย์ มาบรรยาย ดิฉันรู้สึกสนใจในเรื่องเศรษศาสตร์เชิงพุทธมาก จากที่พระอาจารย์บอกว่า คนเราสามารถที่จะจำกัดความต้องการของตัวเราเองได้
ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจริงอยู่ที่ทรัพยากรมีอยู่จำกัด คนจึงต้องคิดหาวิธีทำให้ทรัพยากรนั้น ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด แต่ตัวมนุษย์เองก็สามารถที่จะกำหนดหรือจำกัดความต้องการของตัวเองได้เช่นกัน
ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่เราจะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่นั้น เกิดประโยชน์ได่สูงสุด

#48 By นางสาว ภัทรนันท์ (202.44.135.245) on 2010-08-27 16:03

นมัสการค่ะ
จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้แก่ นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง

ทำให้นักศึกษารู้ซึ้งถึงความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหมายถึง "การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด"นอกเหนือจากนี้วิชาพุทธเศษฐศาสตร์ที่พระอาจารย์ได้บรรยายนั้นเป็นการนำความรู้นี้มาใช้ควบคู่ในการเรียนได้เป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจึงทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรที่มีอยู่จริง วิชาพุทธเศรษฐศาสตร์นี้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ประชากรในปัจจุบันหันมาใส่ใจและตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพิ่มมากขึ้นและเมื่อประชากรมีความรู้และเข้าใจทำให้สามารถขัดเกลาความโลภของตนเองทำให้ตนเองสามารถรู้จักนำพาชีวิตของตนให้ดำรงอยู่บนทางสายกลางได้และที่สำคัญคือได้ชี้ให้เราเห็นว่าความต้องการทางวัตถุมิได้ให้ความสุขมากเท่าความต้องการทางจิตใจ จึงทำให้มนุษย์รู้จักการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและเพียงพอก่อให้เกิดความสุขที่แท้จริงอย่างยั่งยืน

#49 By น.ส.ฐิตินันท์ สุขประเสริฐ 12520811 สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษปี 2 (202.44.135.243) on 2010-08-27 18:34

กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ
นักศึกษาชื่อว่า นางสาวสุณีพร อินเต้ รหัส 12520438จากเรื่องของพุทธเศรษฐศาสตร์ การแก้จนด้วยธรรมะ นักศึกษาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของการจัดการกับความต้องการ โดยเริ่มจากตัวเองก่อน โดยที่ต้องจัดการให้เรารู้จักกับคำว่าพอ และทำให้ความต้องการเข้าใกล้ความต้องการพื้นฐานให้มากที่สุด ความต้องการพื้นฐานที่ว่านั้นก็คือปัจจัย4 นั้นเอง และถ้าหากเราทำได้ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
กราบนมัสการค่ะ




Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos