ถึงวันที่ ๑๕ แล้วซินะครับ วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า วันเทโวโรหนะ หรือวันพระพุทธเจ้าเปิดโลก เรื่องของเรื่องคือว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดโยมมารดา ออกพรรษาแล้วเสด็จลงจากดาวดึงส์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากพระธรรมเทศนาที่ได้แสดงไว้เองเมื่อเช้านี้แล้วกันนะครับ

ฟังสด ( 18:15 นาที )

Stream  จิ้มที่นี่ ( อ่านวิธีฟังแบบ stream ได้ที่ entry ก่อนหน้านี้นะครับ อยากให้ฟังวิธีนี้เพราะเสียงดีกว่า และไม่ต้องรอโหลดให้่ยุ่งยากเหมือน ฟังจากเครื่องเล่นที่เป็น flash อย่าง imeem หรือ ijigg )

Download 18MB

นอกจากเป็นวันเทโวโรหนะแล้วยังเป็นวันสำคัญของชาว bloger ทั้งหลายด้วย คือเป็นวัน Blog Action Day 2008 ที่ชาวบล็อกทั่วโลกจะพร้อมใจกันกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ปีนี้กำหนดไว้ที่เรื่อง "ความยากจน"

สายลมแห่งปัญญา ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมกับเขาซะด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียสัจจะ ดังนั้นวันนี้จึงขอยกเรื่องของความยากจนมานำเสนอในแนวทางธรรม

พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ

พระมหานัธนิติ  สุมโน

ในทางโลก วิชาที่ว่าด้วยความยากจนคงไม่พ้นวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นระดับบุคคล หรือหน่วยธุรกิจ เรียกว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาค ระดับประเทศ เรียก เศรษฐศาสตร์มหภาค  ไม่ว่าจุลภาค หรือ มหภาค ต่างมีหลักการที่เหมือนกัน คือ นิยามของเศรษฐศาสตร์ว่า "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสามารถสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด" และข้อสมมติที่ว่า "ให้ตัวแปรอื่น ๆ คงที่"  นักเรียนเศรษฐศาสตร์คงจะทราบกันดี แต่ขออธิบายไว้นิดหน่อย อย่างเช่น สมมติว่า อุปสงค์ ( ความต้องการ ) ขึ้นอยู่กับราคา ราคามากต้องการน้ัอย ราคาน้อยต้องการมาก อย่างอื่น คงที่ คือไม่มีผล  แต่ในโลกของความเป็นจริง อะไร ๆ ก็มีผลทั้งนั้น ตำรวจสลายการชุมนุม หุ้นตก เป็นตัวอย่าง ไม่ได้เกี่ยวกับราคาเลยสักนิดเดียว

จุดมุ่งหมายของทั้งจุลภาค และมหภาค เหมือนกัน คือเรื่องของเงิน ตัวชี้วัดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจคือทรัพยากรภายนอกในรูปของสิ่งที่ใช้แทนได้แก่เงิน  จุลภาค ต้องการทำต้นทุนให้ต่ำที่สุด ทำรายได้ให้มากที่สุด คือทำกำไรสูงสุด ส่วนมหภาคก็ต้องการรายได้หรือการผลิตของชาติเป็นหลัก

นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มองความจริงว่าสิ่งมุ่งหวังของพวกเขาเป็นเพียงสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย นอกไปจากความพยายามหาสิ่งนอกตัวมาให้เป็นที่ยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

พระพุทธศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากเรื่องที่มุ่งเน้น โลกุตตรธรรม หรือ ธรรมอันเหนือโลก คือมุ่งมรรค ผล นิพพานแล้ว ยังไม่ทรงทิ้งธรรมอันเป็นโลกิยะ คือธรรมที่ยังเป็นวิสัยของโลก ยังทรงสั่งสอนในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในแนวทางที่ตรงข้ามกับวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ มีนิยามว่า "การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการที่จำกัดได้ของมนุษย์"  นักเศรษฐศาสตร์ได้ดูแคลนตัวเอง และพวกเราไว้ว่า ไม่สามารถจัดการกับโลภะ หรือ ความโลภ ต้องการ อยาก ของเราได้ ทั้ง ๆ ที่ ตนเองยังไม่ได้รู้จักกับเจ้ากิเลสกองที่ ๑ ให้แจ่มชัด เมื่อถูกโลภะครอบงำ หรือเห็นผู้ที่ถูกโลภะครอบงำ จึงคิดค้นวิชาเศรษฐศาสต์ที่มีนิยามตั้งต้น หรือมีเงื่อนไขหลัก ที่ไม่ถูกต้อง  ต่างกับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของกิเลสทั้งหลาย รวมทั้งความโลภที่เป็นประเด็นนี้ด้วย ความโลภนั้นสามารถกำจัดได้ด้วยการฝึกหัดขัดเกลาของแต่ละบุคคล ด้วยเครื่องมือสำคัญ ๓ อย่าง คือ ทาน การให้ปัน ศึล การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย และ ภาวนา การทำให้สมาธิและปัญญามีขึ้นในตนเอง เพราะฉะนั้นนิยามของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ จึงเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว

ก่อนจะขัดเกลากิเลสจนหมดความโลภได้นั้น พระพุทธองค์ยังทรงแสดงไว้แม้แต่เรื่องการใช้จ่ายภาคเอกชน ระดับเล็ก ๆ ระดับที่เรียกได้ว่า พุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่นทรงแสดงเหตุที่ทำให้ทรัพย์ของบุคคลต้องเสื่อมไปว่ามีเหตุจากอบายมุข ๔ อย่าง คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงพนัน นักเลงสุรา และคบคนชั่ว  ทรงแสดงวิธีการทำให้มีทรัพย์ ไว้ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ว่าต้อง ขยันหมั่นหา รู้รักษาทรัพย์ คบเพื่อนดี และมีความเสมอต้นเสมอปลาย  ทรงแสดงเรื่องของความล่มสลายของหน่วยทางธุรกิจ หรือหน่วยทางสังคมไว้ว่าเกิดจาก ไม่แสวงหาพัสดุที่สูญหาย ไม่บูรณะสิ่งที่เก่าคร่ำคร่า ไม่ประมาณในการบริโภค และตั้งคนไม่มีศีลเป็นหัวหน้า ทรงแสดงการจัดสรรทรัพยากรของเอกชนไว้ด้วยหัวข้อ ประโยชน์เกิดจากการถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง คือ เลี้ยงตัวและครอบครัวให้เป็นสุข ๑ เลี้ยงดูมิตรสหาย ๑ บำบัดอันตรายจากเหตุต่าง ๆ ๑ ทำพลี ๕ อย่าง ( สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ เสียภาษีอากร ทำบุญให้เทวดา ) ๑ และบำรุงสมณพราหมณ์ ๑ โดยนำทรัพย์ที่หามาได้ แบ่งมาใช้จ่ายในแต่ละเรื่อง เพียงแค่ระดับเบี้องต้น หรือระดับโลกิยพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค นี้ก็เพียงพอต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ หรือ สร้างผลผลิต ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างง่ายดาย

แต่หากเรามองสูงขึ้นไปใกล้กับโลกุตตรธรรมมากขึ้น ยิ่งพบได้ว่าเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เชื่อถือลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการจัดการกับความโลภซึ่งอยู่ภายในของแต่ละคน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมายอย่างไร

ภิกษุ เป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่ใช้การจัดการความโลภ แทนที่การมุ่งจัดการกับทรัพยากรภายนอก โดยการลดการใช้ทรัพยากรลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น คือปัจจัย ๔ ประการ เครื่องนุ่งห่ม มีเพียงผ้ากาสาวพัตร์ เพื่อป้องกันผัสสะที่ร้ายกาจจากลมแดด ความร้อน ความหนาว สัตว์ต่าง ๆ และปกปิดอวัยวะที่ควรปกปิด พระภิกษุสามารถไปงานพระราชพิธี ได้ด้วยชุดชุดเดียวกันกับที่นุ่งห่มล้างห้องน้ำในวัด อาหาร เพียงประทังความหิว เพื่อให้มีเรี่ยวแรงปฏิบัติธรรม ที่อยู่อาศัยมีไว้ป้องกันอันตรายจากสภาพอากาศ ยารักษาโรคมีเพื่อบำบัดอาพาธต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น  การขัดเกลากิเลสด้วยการลดสิ่งเกินจำเป็นลง ส่งผลให้จิตใจของผู้ปฏิบัติละความโลภได้อย่างดี

หากจะวัดความรวย หรือความจน ด้วยวิธีคิดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เครื่องชี้วัดคือเงิน หรือ ทรัพยากรภายนอก ที่มีมากกว่าจัดว่ารวย มีน้อยกว่าจัดว่าจน แต่ในทางพุทธศาสตร์วัดด้วย ความพอ ใครพอมากกว่าจัดว่ารวย ใครไม่พอจัดว่าจน มีคำกลอนธรรมสุภาษิตว่า

ไม่พอ ใจจน เป็นคนเข็ญ

พอแล้วเป็น คนมี มหาศาล

จนทั้งนอก จนทั้งใน ไม่ได้การ

จงคิดอ่าน แก้จน เป็นคนพอ

ถ้าคนจน คือคนที่ไม่มีทรัพยากรต้องดิ้นรนแสวงหา ทำงานอาบเหงื่อแต่เช้ายันค่ำ แล้วเศรษฐีที่ต้องทำงานหาเงินจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จะต่างอะไรกัน ในทางตรงข้ามคนที่มีทรัพยากรน้อย แต่สามารถขัดเกลาความโลภของตนได้ พอใจกับสิ่งที่ได้ที่มี กลับเป็นคนที่รวยความสุขทางใจมากกว่า  คนที่มีร้อยล้าน พันล้าน ถ้าไม่พอเสียอย่างเดียว ก็เป็นคนจนที่ใจ  จนจริงคือไม่มียังแก้ได้ด้วยการทำงาน แต่จนใจเพราะไม่พอนั้น ลำบากกว่าจนจริงยิ่งนัก

ดังนั้นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่งในทางพุทธเศรษฐศาสตร์จึงได้แก่ความพอ ซึ่งเป็นตัวแปรผกผันกับความโลภ โลภมาก คือไม่พอ เท่ากับจนมาก โลภน้อย คือพอ เท่ากับรวยมาก และการจะเป็นคนรวยได้ก็ด้วยการขัดเกลากิเลสของตนเองออกให้มากที่สุดด้วยการดำเนินตามแนวทาง ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา ตามที่พระบรมครูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ให้เราเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีก่อน

อ่านจบแล้วก็มาเริ่มแก้จนกันได้เลยครับ เริ่มด้วยทานคือการให้ก่อนเลย ประกาศรับบริจาคของที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่ใช้แล้วเพื่อร่วมบริจาคกับ บินเดี่ยว โซไซตี้  ไปช่วยเหลือชาวเขาที่แม่ฮ่องสอนกันประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ถ้าอยู่ใกล้ย่านท่าพระโปรดติดต่อเจ้าของบล็อกบินเดี่ยว แต่ถ้าอยู่ใกล้อยุธยา มาบริจาคได้ที่สำนักงานวัดใหญ่ชัยมงคล โทร 0 3524 2640 ต่อ 32 โทรสาร ต่อ 20 ถ้าไม่ไกลมาก และมีของปริมาณพอสมควรจะให้ไปรับถึงที่ก็ย่อมได้ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ http://mahaoath.com อนุโมทนาล่วงหน้า

บุญรักษาครับ

เพิ่มเติมหลังจากขึ้น Hot Post

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียประโยชน์จากการได้ขึ้นฮ๊อทครั้งแรก อยากจะฝากโครงการของท่าน Dhammasarokikku แห่ง บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลืองไว้ให้ช่วยกันโฆษณาครับ  ได้ทำแบนเนอร์ไว้ ๒ แบบ ขอให้ช่วยกันนำไปแปะไว้ที่บล็อกของเพื่อน ๆ ช่วย ๆ กันครับ ชาวเขาเหล่านั้นยากไร้จริง ๆ

ขนาด ๒๐๐ คูณ ๒๐๐

 

ขนาด ๔๖๘ คูณ ๖๐

จิ้มที่นี่เพื่อรับ code html ( อยู่ที่บอร์ด mahaoath.com อยากแปะไว้หน้านี้เลยแต่ทำไม่สำเร็จ งง )

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

การให้ทาน สามารถละความโลภ ได้จริงครับ ขอยืนยัน (เพราะลองมาแล้ว)

ความพอ ไม่เพียงทำให้เรารวยครับ ทำให้เรางาม อีกต่างหาก งามจากภายในเชียวแล ส่วนความโลภโมโทสัน ใครได้เห็น ก็รู้สึกรังเกียจครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#1 By Dhammasarokikku on 2008-10-15 15:00

Hot! Hot! Hot!

กำลังพยายามจัดการกับความโลภในตัวอยู่ค่ะ sad smile ถึงจะยังไม่สำเร็จแต่ก็จะพยายามต่อไปเรื่อยๆ (ฮา)

#2 By LUMiN on 2008-10-15 17:21

Hot! ช่วยสนับสนุนการเผยแพร่ครับ

#3 By on 2008-10-15 17:29

ตอบ ๑ จริงครับ สาธุ สาธุ
ตอบ ๒ สู้สู้ครับ
ตอบ ๓ สาธุครับ

#4 By mahaoath on 2008-10-15 18:44

ยาวมาก !!%^^' ตัวหนังสือติดไปนิดนะครับ

ขออนุโมทนาครับ_/\_

"ดังนั้นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่งในทางพุทธเศรษฐศาสตร์จึงได้แก่ความพอ "

นี่คงเป็นส่วนที่น่าจะสรุปได้เนอะ big smile
สาธุ ครับ Hot!

---
http://arthuran.net

#6 By Arthuran on 2008-10-16 00:23

ตอบ ๕ ยาวไปหน่อย เนื่องจากติดลม เอ้ย ไม่อยากตัดครับ เลยใส่ไปเต็ม ๆ แก้สีและขนาดแล้วน่าจะอ่านง่ายขึ้น

ตอบ ๖ เจริญธรรมครับ

#7 By mahaoath on 2008-10-16 09:14

ความมั่งคั่ง = ปริมาณทรัพยากร/ความอยาก สินะครับ

เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เน้นเพิ่มตัวบน
ส่วนพุทธเศรษฐศาสตร์มุ่งลดตัวล่าง

big smile Hot!
ตามมาอ่านช้าไปหน่อยค่ะ แหะๆ เพิ่งประกบวิญญาณเข้ากับร่างได้ ^^;

เห็นด้วยว่าคำว่า พอเพียง มันทำให้เราสบายจริงๆแหละค่ะ สำหรับคนที่ยังพอหาได้เจาว่า คำว่าพอก็ทำให้เราหยุดได้ที่ตัวเรา แต่สำหรับคนที่เค้าไม่มีอันจะกินจริงๆนี่ ถึงจะบอกว่าให้พอ แต่มันยังไม่มีอะไรจะกินเลยนี่ละค่ะ มันถึงยังเดือดร้อน

นึกถึงว่าทุกข์ง่ายๆของฆราวาส ตื่นขึ้นมา ต้องหาอะไรกินละ ไม่งั้นไม่มีแรง ถ้าที่บ้านพอมีอาหาร มีเงิน ก็ลุกไปทำกิน โชคดีหน่อยมีคนทำให้กิน ก็ยิ่งสบายเข้าไปใหญ่ แต่บางคนนี่ ตื่นขึ้นมาแต่ตัว หันไปมองทั่วๆ อ๋า... ผัวทิ้งไว้กับลูก 3 มองรอบด้านแล้วมันไม่มีจริงจริ๊งงง ก็คงต้องเริ่มกระวนกระวาย ลุกขึ้นออกทำมาหากินง่ายๆเพื่อให้รอด

แนวความคิดสำหรับเจาก็คือว่า สังคมอยู่ร่วมกันก็ต้องเกื้อกูลกัน โดยมีหลักธรรมมาช่วยสนับสนุนนะคะ จะบอกว่าให้คนไม่มีจะกินช่วยตัวเองแต่ถ่ายเดียว หรือรอพึ่งพาคนอื่นแต่ถ่ายเดียว ก็คงไม่รอด

สำหรับคนที่ไม่มีจะกินแล้ว เจาคิดว่า ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาสู้ชีวิตในแบบต่างๆ แต่สิ่งนึงที่ไม่ควรลืมก็คือว่า อาชีพการงานที่ทำนั้น ต้องเป็นสัมมาอาชีวะ อย่างน้อยก็ไม่ไปขโมยใคร ค้ายา หรือทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ และเบียดเบียนคนอื่นละกัน

สำหรับคนที่มีจะกินแล้ว ก็ต้องเจริญเมตตาให้มาก ช่วยเหลือเกื้อหนุนคนที่ไม่มี (อย่างเช่นหลวงพี่เชอรี่กับลังรับบริจาค) ยิ่งให้ผู้อื่นมาก เราก็ยิ่งได้รับมาก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ช่วยเหลือคนอื่นเขา ตามกำลังที่จะพอทำได้

ถ้าทำได้ทั้ง 2 ส่วนแล้ว ก็คิดว่าคงมีแรงสนับสนุนในสังคม ให้เป็นกระบวนการเกื้อหนุนและลดกิเลสแบบลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป ทั้งผู้ให้และผู้รับ

สำหรับหลักเศรษฐศาสตร์ เจาบื้อใบ้ไร้ปัญญา รู้แต่ว่าน้ำใจ จะช่วยหล่อลื่นสังคมไทยให้อยู่รอดและมีความสุขกันถ้วนหน้าค่ะ ^^;

(เม้นยาวๆ อีกแล้ว เอิ๊กๆ ขออภัยที่ไมได้ไปเขียนในบล๊อกตัวเอง กลัวไม่ต่อเนื่องกับเนื้อหาของท่านมหานะค่ะ ^^; )

#9 By Rinna ♥ on 2008-10-16 15:42

บทความดีจังเลยครับ
แต่น่าเสียดายที่สังคมปัจจุบันละเลย ธรรมะ

ยิ่งไขว่คว้า ยิ่งไม่ได้
ยิ่งตามหา ยิ่งไม่เจอ

แต่พอเราหยุด
เราก็เห็นความจริง...

สังคมก็เลยวุ่ยวายไม่มีที่สิ้นสุด

Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีครับ big smile
ตอบ ๘
ตามสูตรที่ให้มา ความมั่งคั่ง เท่ากับ ทรัพยากร ส่วนด้วย ความยาก เข้าท่ามากเลยครับ เพิ่มอีกนิดให้ ทรัพยากร เป็นค่าคงที่ เพราะนับรวมทรัพยากรของทุก ๆ คน ในโลกเข้าด้วยกัน ย่อมได้เป็นค่าใด ๆ ขึ้นมา ๑ ค่า ที่ไม่เท่ากับ ศูนย์ แล้วตัวส่วนคือความอยาก มีค่า ศูนย์ถึงอินฟินิตี้ โอ้วโป๊ะเช๊ะ สาธุ สาธุ ยูเรกา

ตอบ ๙ อ่านจบแล้วสาธุในใจดัง ๆ อยู่คนเดียว ชอบมากครับ

ตอบ ๑๐ เป็นหน้าที่อยู่แล้วครับ ยินดีต้อนรับเสมอนะครับ

บุญรักษาครับ

#11 By mahaoath on 2008-10-16 17:12

จะลองรวบรวมดูนะคะ ดีเหมือนกันอยู่ใกล้ ๆ ท่าพระพอดีค่ะ เอาไปให้ได้ที่วัดอะไรหรือคะ big smile Hot!

#12 By b613 ดาวถัดมา on 2008-10-16 17:58

ตอบ ๑๒ อยู่ท่าพระไปที่วัดท่าพระเลยครับ สอบถามจากเจ้าของบล็อกบินเดี่ยวก่อนก็ได้ http://akkarakitt.exteen.com
อนุโมทนาล่วงหน้าครับ

#13 By mahaoath on 2008-10-16 18:33

นึกถึงวัดๆนึงที่มีลูกศิษย์เป็นหมื่นๆ งานใหญ่ๆคนเข้าเป็นแสนๆ สอนเรื่องพุทธเศรษศาสตร์ไว้ว่า ให้ทำบุญมากๆ(กับตัวเองซึ่งแอบเชียร์อ้อมๆว่าเป็นเนื้อนาบุญอันสูงสุด) จะได้รวยเป็นอภิบลาๆๆเศรษฐี ด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนต้องรวยเพื่อเอาเงินมาทำบุญต่อบุญเป็นloop ไปเรื่อยๆ แคมเปญของวัดนี้ก็ออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ รวยเร็ว รวยแรง รวยโลด รวยฉับพลัน ยัน รวยโคตรโคตร...
หวังว่าจะระงับ"โลภะ"ลงได้สักวัน...

#14 By galgard on 2008-10-18 01:11

ชนะตนเอง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ จริงๆๆ ตอนนี้ผมกะลังทำอยุ่

#15 By ~Lemon~cicerO~ on 2008-10-19 00:46

แอบย่องเงียบนำไปใส่ไว้ที่วัดกลาง ฯ แล้วค่ะ แปะโป้งไว้ก่อนนะคะ ไว้จะมาคอมเมนท์ตอนหายดีแล้ว รถไปเกิดอุบัติเหตุที่ลาว เลยได้แต่ไปนอนหยอดน้ำส้มตำอยู่หลายวัน เห็นหมอเขาบอกว่าสมองน่วมแค่นั้นเองค่ะ 5 5 5

กราบลาไปแบบมึน มึนค่ะ

#16 By มนตรา (58.8.115.127) on 2008-10-19 15:49

ตอบ ๑๔ Oops! ไม่วิจารณ์ดีกว่าครับ แต่ต้องยอมรับว่า marketing เขาสุดยอด ขายบุญได้ด้วย ( อ้าวไหนว่าไม่วิจารณ์ T_T )

ตอบ ๑๕ อนุโมทนาด้วยครับ ขอให้ชนะตนไว ๆ ชนะแล้วไอ้เจ้าตน มันจะได้ไม่อยู่ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว

ตอบ ๑๖ โห ขนาดสมองน่วมเลยหรือ ? หายไว ๆ

บุญรักษาทุกท่านครับ

#17 By mahaoath on 2008-10-19 16:01

อนุโมทนาบุญค่า open-mounthed smile

#18 By iDoi* on 2008-10-19 19:23

ท่านเขียนหลักพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาคได้ดีทีเดียวค่ะ เช่นเรื่องทรัพย์ที่ต้องเสื่อมไปเพราะอบายมุข เป็นมุมมองใหม่สำหรับดิฉันด้วย

ถ้าได้ขยายระดับโลกิยพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดให้ชัดกว่านี้ โดยแสดงความเป็นเหตุเป็นผลและการเชื่อมโยงระหว่างกันแล้วหล่ะก็จะมีคุณูปการอย่างยิ่งค่ะ สามารถตีพิมพ์เป็นผลงานทางวิชาการได้เลยนะคะเนี่ย แถมแนวมาก ๆ อีกต่างหาก

ส่วนที่พูดถึงโลกุตตรธรรมนั้นก็น่าสนใจค่ะ เสียดายที่เนื้อหาน้อยไปหน่อย

แรก ๆ ก็กะยุส่งไปอย่างนั้นเอง พอเห็นพระสงฆ์มาเขียนเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์อย่างนี้แล้ว ทำให้พุทธเศรษฐศาสตร์กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาจริง ๆ ค่ะ

First Class ค่ะ

กราบนมัสการลา

#19 By มนตรา (58.8.128.253) on 2008-10-24 14:36

^
^
^ อ๊ะ มาคอมเม้นท์แล้ว แสดงว่าหายดีแล้วซินะครับเนี่ย สาธุ สาธุ ถ้ามีโอกาสคงจะขยายความตามที่แนะนำอีกที คงยาวได้อีกเยอะ ฮา ๆ

#20 By mahaoath on 2008-10-24 20:45

สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

#21 By Chotidhammo (115.67.184.111) on 2009-08-01 06:48






Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos