คำถาม : "เราว่าเราเขียน entry อย่างดิบดีแล้วนะ มาเม้นท์กันแย่ ๆ อย่างนี้ได้อย่างไร"  ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ คุณจะทำอย่างไร ? ( เลือกข้อที่ถูกใจที่สุด ๑ ข้อ )


          1) ต้องมีปะทะคารมกันหน่อยแล้ว บังอาจมาก มาล่วงเกิน entry ฉัน ฉันจะไปถล่ม entryแกบ้าง
          2)  เปิดศึกด่ามันที่นี่ดีกว่า อย่างไรก็บ้านเรา ถิ่นเรา
          3) เขียน entry ใหม่ประจานมันซะเลย ให้รู้แล้วรู้รอด
          4) ถูกทุกข้อ
          5) ไม่มีข้อถูก

 

ก่อนตอบคำุถาม มาอ่านอะไรกันก่อนซักหน่อยนะครับ  เป็นธรรมดาเหลือเกินที่ระบบการสื่อสาร ๒ ทาง ของ blog ซึ่งมีการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ แสดงความเห็นของตน จะนำมาซึ่งความร้าวฉานในกรณีที่ความเห็นไม่ตรงกันเกิดขึ้น  เราตั้งใจเขียนซะอย่างดิบดี แต่คนอื่นอาจว่าไม่ดี หรือมีมุมมองที่ต่างกัน  หรือบางทีก็แสดงความเห็นมาไม่ตรงกับเนื้อเรื่องเลยก็มี ถามอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวาย ไร้สาระ หรืออีกอย่างก็พวก spam ทั้งหลายประมาณ ลดความอ้วนเห็นผลใน ๗ วัน  ทำงานผ่านเนท ไม่ต้องทำิอะไรก็รวยได้ ฯลฯ   ความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เรารำคาญใจน่าดู

ที่เรารำคาญเพราะเรายังละกิเลสไม่ได้ เลยเกิดความเศร้าหมองขึ้นในจิตของเรา โลภ อยากได้ความเห็นดี ๆ ถูกใจ พอไม่ได้ ก็โกรธ ไม่พอใจ มีความหลงคิดว่า "เรา" กำลังถูกประทุษร้ายด้วยความเห็นของเขา ถ้าละตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลงได้ ทุกอย่างก็จบ  เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ธรรมดา เอาเป็นว่าปุถุชนอย่างเรา ๆ ยังละกิเลสได้ยาก คงต้องค่อย ๆ หัด ค่อย ๆ ขัดเกลากันไป  ส่วนเรื่องเฉพาะหน้านั้นเราต้องจัดการด้วยธรรมง่าย ๆ ๔ ขั้นตอน

๑ เริ่มแรกต้องปลุก ขันติ ความอดทน ก่อน ขันติ นั้นพระท่านสอนว่าเป็นธรรมที่ทำให้งาม คนที่ไม่มีขันติ ความอดทน ทำอะไรก็ดูไม่งาม ไม่เข้าท่า น่าเกลียด ลองนึกถึง สาวสวย หรือ หนุ่มหล่อ ที่ตรงสเปคเราที่สุด ถ้าเขาหรือเธอ ตกอยู่ในสถานการณ์เช่น ถ้าเป็นดารา แล้วมีแฟน ๆ มารุมขอลายเซ็นมาก ๆ อดทนไม่ได้ ขาดขันติ แสดงความโกรธออกมา หน้าแดง หูแดง ตาโปน แยกเขี้ยว กระทืบเท้า พร้อมกับพ่นคำหยาบคายออกมา อย่างนี้แล้ว เขาหรือเธอคนนั้นจะงามไหม เช่นเดียวกัน ถ้าอ่านความเห็นแล้วทนไม่ได้ โต้ตอบทันควัน ด้วยอำนาจโทสะ ความโกรธละก็ เราก็จะกลายเป็นคนที่น่าเกลียด ไม่งาม ดูไม่ได้ ไม่น่าคบ ไปทันที ดังนั้นอย่างแรกที่ควรทำคืออดทน

๒ สร้างสติ ความระลึกได้ จริง ๆ สติน่าจะมาเป็นอย่างแรกที่สุด เพราะถ้าไม่มีสติ เตือนว่าต้องขันตินะ คงจะหลุดด่าสวนไปแล้ว แต่ว่าที่จัดให้สติมาเป็นอันดับสอง เพราะว่าสติในที่นี้หมายถึงให้หวนระลึกดูว่า เอ เราเขียนอะไรไม่ดี ไม่ถูก เขาถึงแสดงความเห็นอย่างนี้ ให้ทบทวนข้อเขียนของเราเองก่อนเลย รวมไปถึงเรื่องเก่า ๆ และความเห็นที่เคยโต้ตอบกันมาก่อนหน้านี้ด้วย ว่ามีอะไรที่ผิดใจกันหรือเปล่า ใครเป็นคนเริ่มขาดขันติก่อน ถ้าเจอสาเหตุว่า อ้อ เรานี่เอง เคยไปแสดงความเห็นว่าเขาไว้ก่อน หรือเขียนบทความกระทบเขาไว้ ก็เป็นอันจบกันเราผิดเองที่ไปเริ่มก่อน จะว่าก็ต้องว่าตัวเอง ถ้าเขาเป็นคนเริ่มต้อง

๓ เจริญพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา   พรหมวิหาร ๔ เป็นคุณธรรมของผู้ที่มีความเป็น "ผู้ใหญ่" ถึงเราจะอายุเ่ท่าไรก็ตาม ถ้ามีพรหมวิหารมากก็มีความเป็นผู้ใหญ่มาก ผู้่มีอายุมากบางคนขาดพรหมวิหารก็ไม่เป็นผู้ใหญ่  ผู้ใหญ่ต้องประกอบด้วย เมตตา มีความคิดอยากให้ผู้อื่นมีความสุข  กรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์  มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา วางเฉยในเมื่อผู้อื่นต้องรับผลกรรมที่ก่อขึ้น  ในกรณีนี้ เราเจริญเมตตา กับกรุณาเป็นหลัก คือ คิดว่าเขามีัความสุข ไม่มีความทุกข์ได้ เพราะการแสดงความเห็นอย่างนี้ อย่างนี้ ก็ขอให้เขามีความสุข พ้นจากความทุกข์เถิด  ถ้าต่อไปในภายภาคหน้า blog ของเขาได้ hot post ก็ยินดีด้วยที่เขาประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขาถูกคนอื่นรุมด่า เพราะเที่ยวเพ่นพ่านแสดงความเห็นแย่ ๆ ก็อุเบกขา อย่าไปซ้ำ อย่าไปสมน้ำหน้าเขา เ่ท่านี้ยังไม่พอเจริญพรหมวิหารแล้ว ยังต้อง

๔ สมาทานเว้นจากอกุศลกรรมบถ ในส่วนของวจีกรรม คือเว้นจากการพูดปด เว้นการพูดส่อเสียดให้แตกสามัคคี เว้นการพูดหยาบ และเว้นการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระด้วย  บางท่านอาจนึกในใจว่าไม่ได้พูดสักหน่อย พิมพ์เอาทั้งหมดเลย   พิมพ์ เขียน ชี้นิ้ว พยักหน้า ฯลฯ จัดว่าเป็นการพูดทั้งหมดครับ แล้วแต่ว่าออกมาทางไหน ออกมาทางวจีทวาร ก็มาเป็นเสียง ออกมาทางกายทวาร ก็มาเป็นอย่างอื่น เพียงแต่ให้เป็นการสื่อสารให้ผู้อื่นรู้เรื่องก็จัดเป็นการพูด ( วจีกรรม ) แล้วละครับ การสมาทานไม่จำเป็นต้องไปหาพระนะครับ นึกเอาเองเลยว่าเราจะงดการพูดชั่วทั้ง ๔ อย่าง ยิ่งเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างนี้ด้วย ท่านเรียกว่า สัมปัตตะวิรัติ ได้กุศลดีนะครับ เหมือนนายพรานเข้าป่าล่าสัตว์ เจอสัตว์เข้าแล้วเกิดคิดได้ไม่ฆ่าดีกว่าสงสาร หรือ กลัวบาป  สมาทานแล้วให้รักษาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าสมาทานปุ๊ป ผิดปั๊ปเลย  ข้อนี้ให้เน้นเรื่องการเว้นจากการพูดหยาบคายเป็นหลัก  การพูดหยาบคายไม่จำเป็นต้องเป็นคำหยาบเสมอไป บางคนใช้แต่คำสวย ๆ หรู ๆ แต่ฟังแล้วบาดหูจี๊ด ๆ ประมาณมีดโกนอาบน้ำผึ้ง จัดเป็นการพูดหยาบคายประเภทหนึ่งเหมือนกัน อย่างนี้ก็เว้นซะด้วยครับ

ถ้าทำตามขั้นตอน ๔ อย่างนี้แล้วจะเป็นผลดีอย่างไร ? ผลดีเกิดกับหลายฝ่ายครับ ตัวเราเองก็ดูงดงาม มีความสุขจากการได้ทำความดี ใคร ๆ ที่รู้จะชื่นชมว่า เป็น bloggerชั้นดี มีคุณภาพ มีคุณธรรม อยากคบหาสมาคมด้วย  สังคม blog ก็จะสดใส ไม่มัวหมอง เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างมีความสุข ปราศจากความขัดแย้ง และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เราเองได้ปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาเจ้ากิเลส ๓ กอง คือ โลภ โกรธ หลง ออกไปบ้างแล้วละครับ ขัดออก เกลาออก บ่อย ๆ มันก็หมด ถ้ามันหมดเมื่อไรก็คือนิพพาน ไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป ( โอ้ !! ปฏิบัติธรรมใน blog ก็ได้ แจ๋วจริง ๆ )

แต่ถ้าทำตามแล้วยังไม่หายโมโหละก็แนะนำว่า ค่อย ๆ ลากเมาส์ไปที่ Delete แล้วบรรจงคลิ๊กด้วยความสะใจ อย่างนี้ดีที่สุด หรือว่าไงครับ ? ทีนี้ลองย้อนไปที่คำถามคุณจะตอบว่าอะไร ?

บุญรักษาครับ
๓๑ ส.ค. ๕๑
๑๐.๔๐

edit @ 1 Sep 2008 10:41:17 by mahaoath

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้าเกรียนมากก็ลบความเห็นทิ้งเลยดีที่สุด เพราะนอกจากจะรำคาญตา อาจทำให้คนอื่นรุมด่า เอนทรี่เละเทะอีกด้วย
ถ้าแค่ความเห็นไม่ตรงกัน ตอบอย่างมีเหตุผลก็โอเคนะ แต่ปกติคนที่แค่แว้บๆ ผ่านมาเค้าก็ไม่ค่อยกลับมาอ่านคำตอบของจขบ.เท่าไหร่ sad smile
Hot! เลยฮะ

#1 By persona non grata on 2008-08-31 10:49

พูดเพ้อเจ้อไร้สาระก็บาปด้วยเหรอคะ -0-

เจากับน้องเราชอบพูดเล่นกันด้วยคำแปลกๆ ไม่มีความหมายเล่นตลอดเลยค่ะ เอิ๊กๆ ยกตัวอย่างการสนทนา

เจา : ดาโก
น้องเจา : ดาโก เป็นหมีดี
เจา : ฟ่อออออออ
น้องเจา : ทำไมหม่อมพี่ถึงรังเกียจดาโกคะ ดาโก ดาโก ดาโก
เจา : คริๆ
น้องเจา : พี่เพชร(ปลาวาฬเพชรฆาต) หลบหน้าด้า
เจา : ดาโก พี่เพชรกลับมาแล้วค่ะ กึงๆๆๆๆๆๆ (เสียงรถคอนเทนเนอร์บรรทุกปลาวาฬ)
น้องเจา : ดาโกเป็นหมีดี
.........

เจาคิดว่า มันเป็นการสนทนาที่เพ้อเจ้อและไร้สาระสุดๆอะค่ะ เอิ๊กๆๆๆ แต่็พูดกันแบบนี้ตลอดเวลา ไม่รู้พูดกันทำไมเหมือนกัน ^^; แถมถ้ามีน้องที่ออฟฟิสอีกคน เค้าก็ผสมโรงเอาด้วยเหมือนกัน ^^;

#2 By Rinna ♥ on 2008-08-31 14:00

ตอบ #1
บางคนก็กลับเข้ามาดูเหมือนกันนะครับ พอเจอเจ้าของบล็อกตอบ ไม่พอใจ ว่าเจ้าของอีกแนะ

ตอบ #2
ขอยกมาจากลานธรรมทั้งหมดเลยนะครับ
------------
สัมผัปปลาปะ - การพูดเพ้อเจ้อ

สัมผ แปลว่า การทำลายประโยชน์และความสุข
ปลาป แปลว่า การกล่าว
รวมหมายความว่า การกล่าววาจา
ที่ทำลายประโยชน์และความสุข

วาจาที่เป็นสัมผัปปลาปะ คือ การเจตนากล่าว
เรื่องราวเหลวไหลไม่เป็นสาระ เช่น เล่าเรื่องหนัง โขน ละคร
หรือพูดจาตลกขบขันต่างๆ หรือการแสดงหนัง โขน ละคร
การประพันธ์ที่เขียนเรื่องอ่านเล่นต่างๆ
เฉพาะที่ไม่ทำให้ผู้ฟังผู้ดูผู้อ่านได้รับประโยชน์
และเฉพาะที่เพียงทำให้เกิดความเพลิดเพลิน
แก่ผู้ฟังผู้ดูผู้อ่านไปชั่วคราว เท่านั้น
กับทั้งอาจทำให้เสียประโยชน์ที่จะได้เอาเวลา
หรือโอกาสนั้นๆ ไปกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ควรจะได้

มีอธิบายไว้ว่า เรื่องราวที่ไม่จริงทั้งไม่มีคติธรรมแต่อย่างใดเลย
แต่ผู้กล่าวหรือผู้ประพันธ์ตั้งใจแต่งเรื่องราวนั้นขึ้นมา
เพื่อให้ผู้อ่านผู้ดูหลงเชื่อติดใจในคำพูดตน
ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียประโยชน์
ของผู้ฟังผู้ดูหรือผู้อ่าน เช่นนี้ คำกล่าวนั้นก็จัดเป็น
สัมผัปปลาปะ

แต่หากแม้เรื่องนั้นจะไม่จริงก็ตาม
แต่ผู้กล่าวหรือผู้ประพันธ์มุ่งหมายยกขึ้นมา
เพื่อเป็นข้ออุปมาประกอบการสอน การแสดงหรือการประพันธ์
เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย เช่นนี้แล้ว ถ้อยคำของผู้นั้น
ก็ไม่จัดเป็นสัมผัปปลาปะ

ส่วนหากเรื่องนั้นเป็นความจริง แต่ผู้ฟังหรือผู้อ่าน
ไม่ได้รับประโยชน์แต่อย่างใด ก็นับเป็นการเล่าข่าว
หรือเขียนข่าว และคำกล่าวนั้นๆ
ก็ไม่จัดเป็นสัมผัปปลาปะ

อย่างไรก็ตาม การพูดสนุกสนาเฮฮา
กล่าวเรื่องเหลวไหลที่ไม่เป็นความจริง
ที่เป็นสัมผัปปลาปะนี้ ก็ไม่จัดเป็นมุสาวาท
เพราะผู้พูดไม่ได้มีเจตนาคือไม่ได้ตั้งใจจะมุสา
เป็นเพียงแต่พูดเพ้อเจ้อไปเท่านั้น
แต่ถ้าหากว่ามีความตั้งใจจะมุสาประกอบอยู่ด้วย
และผู้ฟังก็หลงเชื่อด้วย จึงจะจัดว่าเป็นมุสวาท
จาก
http://larndham.net/index.php?showtopic=19797&st=3

#3 By mahaoath on 2008-08-31 14:20

อ่านแล้วงง... ขอทำความเข้าใจชัดๆอีกรอบนะคะ

วาจาที่เป็นสัมผัปปลาปะ คือ การเจตนากล่าว
เรื่องราวเหลวไหลไม่เป็นสาระ เช่น เล่าเรื่องหนัง โขน ละคร
หรือพูดจาตลกขบขันต่างๆ หรือการแสดงหนัง โขน ละคร
การประพันธ์ที่เขียนเรื่องอ่านเล่นต่างๆ
เฉพาะที่ไม่ทำให้ผู้ฟังผู้ดูผู้อ่านได้รับประโยชน์
และเฉพาะที่เพียงทำให้เกิดความเพลิดเพลิน
แก่ผู้ฟังผู้ดูผู้อ่านไปชั่วคราว เท่านั้น
กับทั้งอาจทำให้เสียประโยชน์ที่จะได้เอาเวลา
หรือโอกาสนั้นๆ ไปกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ควรจะได้

แปลว่า ถ้าเราเขียนนิยายขึ้นมาเรื่องนึง มุ่งเพื่อความขำขัน ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิต เช่น คิดมุข ปล่อยมุขไปวันๆ แปลว่าบาป เพราะทำให้คนอื่นเสียเวลาเหรอคะ?????

#4 By Rinna ♥ on 2008-08-31 15:47

มาเจิมคร๊าบ,

หลวงพี่ขอ ความเห็น หรือ เอ็นทรี่ เกี่ยวกับดาราตลกด้วยซีครับ

ที่ว่า พูดด้วยคำจริงบ้าง เท็จบ้าง เพื่อให้คนหัวเราะ แล้วจะได้ไปสวรรค์ ชั้นอะไรสักอย่าง

กระผมจำเนื้อเรื่องได้ แต่จำชื่อตัวละครไม่ได้สักตัว

เจริญยิ่งในธรรม ๆ

นมัสการลา

#5 By Dhammasarokikku on 2008-08-31 15:52

โชคดีที่เจอแต่คนดีๆมาเยี่ยมเยียน blog เรา
มีบ้างที่มาเขียนตอบแบบงงๆแล้วก็จากไป
ก็เข้าใจว่าการเขียนบางครั้งก็ทำให้ตีความไม่ตรงกันbig smile

แต่พวกมาทิ้งคอมเมนต์แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือพวกโฆษณา บางทีก็ต้องใช้ขันติเข้าระงับเหมือนกัน

#6 By kororo on 2008-08-31 17:49

ตอบ #4
จะว่าอย่างนั้นก็ถูกครับ เสียเวลาทั้งเราทั้งเขา ภาษานักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาส คือเสียโอกาสทำอย่างอื่นที่ดีกว่า ถามว่าเป็นบาปมากไหม ไม่มากเท่ากับวจีทุจริต ๓ อย่างที่เหลือ คือพูดปด ส่อเสียด และหยาบคายครับ

ตอบ #5
นมัสการครับ ยังนึกไม่ออกเลยครับ คลับคล้ายคลับคลาว่าไปเกิดเป็นคนธรรพ์ หรือ วิทยาธรณ์ ใช่หรือไม่เอ่ย ?

ตอบ #6
สาธุ ดีแล้วละครับ ที่มีแต่คนดี ๆ มาเยี่ยม ส่วนที่งงๆ คงเป็นอย่างที่ว่าคือทักษะการสื่อสารแต่ละคนคงไม่เท่ากัน บางคนเขียนตรงไปตรงมา แต่บางคนชอบมีความหมายซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด ต้องค่อย ๆ อ่านกันไป ส่วน Spam คงแค่น่ารำคาญ ลบซะก็สิ้นเรื่อง big smile

#7 By mahaoath on 2008-08-31 17:59

สรุป ปล่อยมุขก็บาป = = เฮ้อ

ยังไงเจาก็เป็นแค่ฆราวาส ยังไม่บรรลุเท่าเป็นพระอะค่ะ ยังไม่ใกล้เลยด้วย ถ้าแค่ปล่อยมุขยังบาป การรักษาศีล 5 เบสิคธรรมดา ในขณะที่เป็นปุถุชนฮาๆ ธรรมด๊า ธรรมดา มันก็ยากจนน่าท้อใจ

#8 By Rinna ♥ on 2008-08-31 21:36

ตอบ #8
อย่าพึ่งท้อครับ ปล่อยมุขบ้างโลกสดใสดี เพียงแต่ว่าอย่าพร่ำเพรื่อเท่านั้นเอง ถ้าคิดว่าเป็นบาปคงจะหนักไปกระมังเพราะฆ่าคนก็บาป คำว่าบาปกว้างมากและฟังดูรุนแรงเหลือเกิน เรียกว่าเสียเวลาดีกว่า ฟังดูเบาหน่อย ไม่ทำให้เศร้าหมองใจเท่าไร

จากที่ตอบไว้ในความเห็นที่ ๓ ย่อหน้าสุดท้าย ระบุไว้ว่า ถ้าไม่มีเจตนาหลอกลวง ก็ไม่ผิดมุสาวาท ก็ยังไม่ผิดศีลข้อ ๔ เพียงแต่ว่าเสียเวลาเท่านั้นเอง

#9 By mahaoath on 2008-08-31 21:57

โอ เวลานั่งเมาท์กับเพื่อนก็ชอบปล่อยมุขกันบ้าบอมาก
ยังเคยแอบคิดว่า ผิดศีลข้อสี่รึเปล่า

แต่ยังไงถ้าจุดมุ่งหมายเราไม่ได้เพื่อโกหก
แค่คุยกันสนุกๆ ก็ยังโอเคสินะ open-mounthed smile

เป็นคนมีกรรมที่ปาก พูดมาก พูดไม่ค่อยเพราะ
ศีลข้อสี่ยากสุด

#10 By MANA Cross on 2008-09-01 00:00

เฮือก เขียนเม้นมา เน็ตกระตุก หายหมดเลย T_T

สรุปย่อๆใหม่ค่ะท่านประธาน เพื่อความรวบรัด

ขอบพระคุณท่านมหาที่พยายามตอบค่ะ แต่ยอมรับว่าตอนนี้เจา ไม่มั่นใจเลย ว่ารักษาศีล5ได้ครบ เมื่อก่อนยังพอมั่นใจ เพราะรู้ว่า มุสาวาทา โกหก ส่อเสียด ด่าทอ ว่าร้าย ฯลฯ เนี่ยชัด แต่เพ้อเจ้อนี่ ไม่แน่ใจอย่างแรงค่ะ

เนื่องด้วยเจา น้องเจา เพื่อนเจา เป็นคนขำๆ เส้นตื้น ต่อมุขไว แป๊บๆหัวมันแล่นไปแล้วค่ะ ได้มุขออกมาวันนึงเยอะแยะ เล่นกันได้ทั้งวัน จนคิดว่าจะเอามาเขียนเป็นการ์ตูนขึ้นบล๊อกเล่นกันละ

แถมเจาก็ไม่ได้ปล่อยมุขเล่นเพื่อมุ่งหวังประโยชน์อะไรด้วยอะค่ะ นอกจากเพื่อความบันเทิง มั่นใจมาก ว่าไม่มีสาระเลยค่ะ ^^:

ทีนี้พอมาอ่านตรงนี้ ก็คิดมากอะค่ะ เวลานึกอะไรขำๆได้ที จะปล่อยมุขที มันสะดุดละ ว่าเอ..... ผิดศีลมั๊ยน๊ออ.... มันเกิดความไม่มั่นใจอะค่ะ ว่าจะทิ้งน้ำหนักลงทางไหนดี ไม่มั่นใจในการปล่อยมุข แถมยังไม่มั่นใจในการรักษาศีลไปด้วย ว่าครบมั๊ย

อย่างถ้าเป็นพระ มา ตะดึก! ตึ่งโป๊ะ! เจาก็ไม่เคยเห็นอะนะคะ นอกจากว่าท่านใช้เป็นเครื่องมืิอในการสื่อสาร ให้ธรรมะย่อยง่ายขึ้น เคยได้อ่านหนังสือธรรมะ และฟังเทศน์จากหลายๆที่ ที่ฮาๆ แต่ฆราวาสอย่างเจา บางทีเขียนหนังสือ เขียนนิยาย จัดทอล์คโชว์ สร้างหนัง สร้างการ์ตูนขำๆเล่นเป็นอาชีพด้วยซ้ำไป และไม่ใช่ว่าทุกอันจะมีสาระแอบแฝง

อยากจะเรียนขอความกระจ่างเรื่องมุสาวาทาตรงนี้อีกนิ๊ดดด นึงอะค่ะ ว่าครอบคลุมอะไรบ้าง อย่างไร เพื่อความมั่นใจในการรักษาศีล ไม่ได้กำลังต่อรองข้อศีลนะคะ เพียงแต่อยากจะมั่นใจ จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ

#11 By Rinna ♥ on 2008-09-01 06:15


ตอบ #11
ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ที่เขียนบทความได้กำกวม จนผู้อ่านเกิดความสงสัยในศีลของตนเองขึ้นครับ

ความจริงมี ๒ เรื่องที่ใกล้เคียงกันมาก จนเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน คือ เรื่องของศีล กับเรื่องของกุศลกรรมบถเฉพาะที่เกี่ยวกับกาย และวาจา

เรามามุ่งประเด็นเฉพาะศีลข้อที่ ๔ กับ กุศลกรรมบถส่วนวจีกรรม จะพบความแตกต่างเล็กน้อย

มาพิจารณากุศลกรรมบถ หรือที่แปลว่า ทางแห่งกรรมอันเป็นกุศล หรือ ทางแห่งการกระทำที่ฉลาด ในส่วนของวจีกรรม มี ๔ ข้อ คือ ๑ เว้นจากการพูดปด ๒ เว้นจากการพูดส่อเสียด ๓ เว้นจากการพูดหยาบคาย ๔ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

ศีลข้อ ๔ มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทคือเจตนาเว้นจากการพูดปด

จะเห็นได้ว่า การพูดเพ้อเจ้อไม่เข้าข่ายการผิดศีลข้อ ๔ แต่ข้าพเจ้าเขียนกำกวมไปหน่อย ต้องขออภัยอีกครั้ง

ขอยกรายละเอียดเรื่องการผิดศีลข้อ ๔ มาไว้ที่นี่ด้วย
อรรถกถาจารย์ ท่านอรรถาธิบาย ถึง มุสาวาทา เวรมณี ไว้ว่าคือการเว้นจากการพูดเท็จ ศีลข้อนี้บัญญัติขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการทำลายประโยชน์ของกันและกัน ด้วยการพูด คือ ตัดประโยชน์ทางวาจา และรักษาวาจาของตนให้เป็นที่เชื่อถือของคนอื่น เมื่อเพ่งความเจริญเป็นใหญ่ พึงทราบในสิกขาบทนี้ ท่านห้ามเป็นข้อใหญ่ ๓ ประการ คือ
๑. มุสาวาท
๒. อนุโลมุสา
๓. ปฏิสสวะ
การกระทำตามข้อ ๑ ศีลขาด กระทำตามข้อ ๒ และ ๓ ศีลด่างพร้อย
๑. มุสาวาท
การพูดเท็จ คือ การโกหก หมายถึง การแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง ให้คนหลงเชื่อแสดงออกได้ ๒ ทาง คือ
๑. ทางวาจา ได้แก่ พูดโกหกชัด ๆ
๒. ทางกาย ทำเท็จทางกาย เช่น เขียนจดหมาย โกหก ทำรายงานเท็จ ทำหลักฐานปลอม หรือ มีใครถามข้อความที่ควรรับ ก็สั่นศีรษะแสดงปฏิเสธ
เพื่อความสะดวกในการเรียน และการปฏิบัติ ท่านจำแนกกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง คือ
๑. ปด
๒. ทดสาบาน
๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์
๔. มารยา
๕. ทำเลศ
๖. เสริมความ
๗. อำความ
๑. ปด ได้แก่ พูดมุสาชัดๆ ไม่อาศัยมูลเหตุเลย เช่น เห็นว่าไม่เห็น รู้ว่าไม่รู้ โดยโวหารต่างกัน ตามความมุ่งหมายของผู้พูด ท่านแสดงไว้เป็นตัวอย่าง ๔ ข้อ คือ
ก. พูดเพื่อจะให้เขาแตกกัน เรียกว่า ส่อเสียด
ข. พูดเพื่อจะโกงท่าน เรียกว่า หลอก
ค. พูดเพื่อจะยกย่อง ท่านเรียกว่า ยก
ง. พูดไว้แล้วไม่รับ เรียกว่า กลับคำ
๒. ทนสาบาน ได้แก่ กิริยาที่เลี่ยงสัตย์ว่า จะพูดตามจริง แต่ใจไม่ตั้งจริงตามนั้น มีพูดปดเป็นลำดับบริวาร เช่น เป็นพยานทดสาบานไว้ แล้วเบิกความเท็จ เป็นต้น
๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ ได้แก่ กิริยาที่อวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์อันไม่มีจริง เช่น อวดรู้วิชาคงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก เป็นต้น ซึ่งเป็นอุบายหาลาภ
๔. มารยา ได้แก่ กิริยาที่แสดงให้เขาเห็นผิดจากที่เป็นจริง หรือลวงให้เข้าใจผิด เช่น เป็นคนทุศีล ก็ทำท่าทางให้เขาเห็นว่ามีศีล เจ็บน้อยก็ครวญครางมาก
๕. ทำเลศ ได้แก่ พูดมุสาเล่นสำนวน เช่น เห็นคนวิ่งหนีเขามา เมื่อผู้ไล่มาถาม ไม่อยากจะให้เขาจับคนนั้นได้ แต่ไม่ต้องการให้ใครตราหน้าว่าเป็นคนพูดมุสา จึงย้ายไปยืนที่อื่น แล้วพูดว่าตั้งแต่มายืนที่นี่ ยังไม่เคยเห็นใครวิ่งมาเลย
๖. เสริมความ ได้แก่ พูดมุสาอาศัยมูลเดิม แต่ตัดความที่ไม่ประสงค์จะให้รู้ออกเสีย เรื่องมากพูดให้เหลือน้อย ปิดความบกพร่องของตน
โทษของมุสาวาท
บุคคลพูดมุสา มีโทษทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกปรับโทษทางกฎหมายที่หักประโยชน์ของผู้อื่น ทางธรรมปรับโทษอย่างหนักถึงปาราชิก อย่างเบาปรับเสมอปาจิตตีย์ กล่าวโดยความเป็นกรรมมีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดยวัตถุ เจตนา ประโยค ดังนี้
ก. โดยวัตถุ ถ้าข้อความนั้นเป็นเรื่องหักล้างประโยชน์ เช่น ทดสาบาน เบิกพยานเท็จ กล่าวใส่ความท่าน หลอกลวงเอาทรัพย์ท่าน มีโทษหนัก หรือกล่าวมุสาแก่ผู้มีคุณ เช่น พ่อ แม่ ครู อาจารย์ เจ้านาย และท่านผู้มีศีลธรรม มีโทษหนัก
ข. โดยเจตนา ถ้าผู้พูดคิดให้ร้ายท่าน เช่น กล่าวใส่ความท่าน มีโทษหนัก
ค. โดยประโยค ถ้าผู้พูดพยายามทำให้เขาเชื่อสำเร็จ มีโทษหนัก
๒. อนุโลมมุสา
อนุโลมมุสา คือ เรื่องที่พูดนั้นไม่จริง แต่ผู้พูดมิได้มุ่งจะให้ผู้ฟังหลงเชื่อ แยกประเภท ๒ อย่าง คือ
๑. เสียดแทง กิริยาที่ว่าให้ผู้อื่นให้เจ็บใจ อ้างวัตถุไม่เป็นจริง กล่าวยกให้สูงกว่าพื้นเพเดิมของเขา เรียกว่า ประชด กล่าวทำให้คนเป็นคนเลวกว่าพื้นเพเดิมของเขา เรียกว่า ด่า
๒. สับปลับ ได้แก่ พูดปดด้วยคะนองวาจา
โทษของอนุโลมมุสา
อนุโลมมุสา มีโทษทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกจัดว่าเป็นกิริยาที่หยาบช้าเลวทราม ไม่สมควรประพฤติ ทางธรรม จัดว่าเป็นบาป เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม ก็มีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดยวัตถุ เจตนา ประโยค ดังนี้
ก. โดยวัตถุ ถ้าเป็นข้อความเป็นเรื่องประทุษร้ายท่าน เช่น พูดเสียดแทง มีโทษหนัก และกล่าวแก่ผู้มีคุณ ก็มีโทษหนัก
ข. โดยเจตนา ถ้าพูดใส่ร้ายผู้อื่น เช่น หวังจะให้ท่านเจ็บใจ และกล่าวเสียดแทง มีโทษหนัก
ค. โดยประโยค ถ้าผู้พูดพยายามทำความเสียหายแก่ท่านสำเร็จ เช่น ยุให้ท่านแตกกัน และเขาก็แตกกัน มีโทษหนัก
๓. ปฏิสสวะ
ปฏิสสวะ ได้แก่ เดิมรับคำของคนอื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับใจ ไม่ทำตามที่รับนั้น แม้ไม่เป็นการพูดเท็จโดยตรง แต่ก็เป็นการทำลายประโยชน์ของคนอื่นได้ มีประเภทเป็น ๓ อย่าง คือ
๑. ผิดสัญญา ได้แก่ สองฝ่ายทำสัญญากันว่าจะทำอย่างนั้นๆ แต่ภายหลังไม่ทำอย่างนั้น เช่น ทำสัญญาจ้าง เป็นต้น
๒. เสียสัตย์ ได้แก่ ให้สัตย์แก่ท่านฝ่ายเดียวว่าตนจะทำ หรือไม่ทำเช่นนั้นๆ แต่ภายหลังไม่ทำตามนั้น เช่น ข้าราชการ ผู้ถวายสัตย์สาบานแล้ว ไม่ทำตามนั้น
๓. คืนคำ ได้แก่ รับว่าจะทำสิ่งนั้นๆ แล้วภายหลังไม่ทำ เช่น รับว่าให้สิ่งนั้นๆ แล้วไม่ให้
โทษของปฏิสสวะ คือ ทำให้เสียชื่อเสียง ตามฐานที่ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์
ยถาสัญญา : ถ้อยคำที่ไม่ถือเป็นมุสา
มีคำพูดอีกประเภทหนึ่ง ที่ผู้พูดๆ ไม่จริง แต่ก็ไม่ประสงค์ให้ผู้ฟังเชื่อ เรียกว่า ยถาสัญญา คือ พูดตามความสำคัญ ผู้พูดไม่ผิดศีล แยกประเภทเป็น ๔ อย่าง คือ
๑. โวหาร
๒. นิยาย
๓. สำคัญผิด
๔. พลั้ง

๑. โวหาร ได้แก่ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เพื่อความไพเราะทางภาษา เช่น เราเขียนจดหมายลงท้ายด้วยความนับถืออย่างสูง ทั้งที่เราไม่ได้นับถือเขาเลย
๒. นิยาย ได้แก่ เรื่องเปรียบเทียบ เพื่อได้ใจความเป็นสุภาษิต เช่น ผูกนิยายขึ้น เช่น ลิเก ละคร
๓. สำคัญผิด ได้แก่ ผู้พูดเข้าใจผิด พูดไปตามความเข้าใจของตนเอง เช่น จำวันผิด ใครถามก็ตอบตามนั้น
๔. พลั้ง ได้แก่ ผู้พูดตั้งใจว่าจะพูดอย่างหนึ่ง แต่ปากไพล่ไปพูดอย่างหนึ่ง

หลักวินิจฉัยมุสาวาท : มุสาวาท มีองค์ ๔

๑. อภูตวัตถุ เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง
๒. วิวาทนจิตตัง จงใจจะพูดให้ผิด
๓. ตัชโช วายาโม พยายามพูดคำนั้นออกไป
๔. ปะรัสสะ ตะทัตถวิชานะนัง คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น

#13 By mahaoath on 2008-09-01 10:34

ได้แก้ไขบทความเล็กน้อย ในส่วนของข้อ ๔ ให้หายกำกวมแล้วครับ sad smile

#14 By mahaoath on 2008-09-01 10:42

เฮือก! ยาวมาก
ขอบพระคุณค่ะท่าน
อ่านจบแล้วเก็ทละค่ะ ^_^
กลับมาเป็นสาวมั่นแบบเดิมละค่ะ อิอิ

#15 By Rinna ♥ on 2008-09-01 12:11

ถึงความเห็นที่ ๑๑

อ๊า...เพิ่ง ตะดึก ไปเมื่อคืนเอง ในบล็อกนี้แหละ
ไม่เคยเห็น...เห็นซะน๊า

ถึงความเห็นที่ ๑๓

ว่ากระผมเม้นท์ยาวแล้วนะครับนี่ เจอของท่านมหาฯเข้าไปนี่ ชิดซ้ายตกคลองประปาไปเลย แถมสาระล้วน ๆ

เหนือฟ้า ย่อมมีฟ้า
เหนือปลาร้า ย่อมมีส้มตำ
เหนือเส้นขำ ย่อมมีเส้นเอ็น
เหนือคอมเม้นท์ ย่อมมีเม้นท์ที่ยาวกว่า cry

สาธุ ๆ

นมัสการลา

#16 By Dhammasarokikku on 2008-09-01 13:02

เป็นผม จะพยายามไม่คิดมากครับ ปล่อยๆ ไป
แต่ถ้าหนักข้อมากๆ ก็ลบทิ้งopen-mounthed smile

#17 By VVITch on 2009-01-28 07:36

กับดักหมาจิ้งจอกทำอะไรหมีไม่ได้เลย นอกจากทำให้รำคาญนิดหน่อยเท่านั้น ในโลกนี้ อารมณ์ยั่วยวนต่างๆ อันเป็นเสมือนกับดักมนุษย์ ก็ฉันนั้น อารมณ์ยั่วยวนบางอย่าง สามารถดักบุคคลบางประเภทได้ แต่ดักบุคคลบางประเภทมิได้เลย อย่างเช่น พระอาจารย์ไงเจ้าค่ะ สาธุ สาธุ เจ้าค่ะHot! Hot! Hot!

#18 By sangphet on 2009-02-08 20:41

อืม...ปฏิบัติธรรมในบล๊อก ดีจังค่ะ เวลาอ่านบล๊อกชอบลืมกายลืมใจ หลงไปกับเรื่องที่อ่าน...

#19 By blind bookworm on 2009-02-17 05:40

หลวงพี่โอ้ต wink
อ่านแล้วตาสว่าง พยักหน้าตาม

ดีจังที่มีเอ็กซ์ทีนมีหลวงพี่มาอยู่ด้วย confused smile

Hot!
เลือกข้อ 5 ตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังหลวงพี่เทศแล้วครับ big smile
แต่ถ้าเคืองจริง ๆ ผมจะเก็บไว้ในใจเฉย ๆ ไม่แสดงออกมา
แล้วถ้ามีสติก็จะคิดว่าโกรธ เคือง คิด ไปทำไม ถ้ามันทำให้เป็นทุกข์ ก็ไม่ต้องคิดมันซ่ะ ปล่อยทิ้งไป จะได้มีความสุข big smile

#21 By ToBIDaSoU on 2009-03-13 09:55

ลืมให้ครับ sad smile

Hot!

#22 By ToBIDaSoU on 2009-03-13 09:55






Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos