มีมาเรื่อย ๆ ครับ ข่าวประเภทนี้ แถมขายดิบขายดีเสียด้วย ทำให้เสื่อมเสียวงการผ้าเหลืองกันไปทั้งหมด เข้าตำรา "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง" ต้องทำใจน่าดูในฐานะที่สีเดียวกัน แต่เมื่อมาย้อนนึกถึงเรื่องราวในพุทธประวัติแล้ว จะเห็นได้ว่า พวกเหลืองโล้น ( ค่อนข้างกระดากถ้าต้องเรียกพวกนี้ว่าพระ ) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าพวกโล้น มีมานานมากแล้วครับ มีหลาย ๆ เรื่อง
 
ที่ชัด ๆคือเรื่องเดียรถีย์ ( นักบวชลัทธิอื่นในสมัยนั้น ) ปลอมบวช  คือในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช นั้นศาสนาพุทธรุ่งเรืองมาก ลาภสักการะ ข้าวปลาอาหาร ปัจจัย ๔ มีผู้ถวายมากมาย แต่ลัทธิเดียรถีย์กลับอดอยากปากแห้ง  ทำให้เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้น ว่าปลอมตัวเป็นพระดีกว่า ว่าแล้วพวกนี้ก็พากันปลอมเป็นพระโดยโกนหัว นุ่งห่มเหลืองกันเองก็มี  ผ่านพิธีก็มีรวม ๆ เรียกว่า "ปลอมบวช" เข้ามาแล้วก็แสวงหาลาภสักการะบ้าง แสดงธรรมวินัยผิดเพี้ยน อ้างคำสอนของลัทธิตนเองว่าเป็นพุทธศาสนาบ้าง ทำให้พระแท้ ๆ เกิดความรังเกียจ พวกโล้นพวกนี้ ไม่ยอมทำสังฆกรรมด้วยกันเพราะการทำสังฆกรรมนั้น ท่านอนุญาตให้เฉพาะพระด้วยกันเท่านั้น ที่จะร่วมกันทำได้ ถ้ามีผู้อื่นมาร่วมด้วย ถือว่ากรรมนั้นเสีย หรือ วิบัติ  พอถึงวันพระใหญ่ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ที่พระจะต้องประชุมกันฟังสวดพระปาฏิโมกข์ พวกโล้นไม่คิดอะไรมาก เข้าโบสถ์ไปนั่งรอแต้อยู่ แต่ว่าพระท่านรังเกียจ ว่าไม่ใช่พระด้วยกัน ทำให้กรรมเสีย พระท่านจึงไม่ลงทำอุโบสถกรรม (  ชื้อเป็นทางการของการลงฟังสวดพระปาฎิโมกข์ )
 
เรื่องรู้เข้าถึงหูพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์จึงให้คนไปจัดการให้พระลงทำสังฆกรรมด้วยกัน พระสมัยนั้น รักศีล ยิ่งกว่าชีวิตครับ ทหารบังคับให้ลงโบสถ์ก็ไม่ยอมลงเพราะผิดศีล แม้จะต้องตายก็ไม่ลง  ปรากฏว่าพระดี ๆ ถูกประหารไปหลายรูปครับ  ส่วนพวกโล้นสบายเลยเพราะว่าไม่ห่วงเรื่องอะไรอยู่แล้ว ใครให้ทำอะไรก็ทำ ของให้ได้ลาภสักการะ ได้ข้าว ได้น้ำ ก็พอ  ร้อนถึงพระเจ้าอโศกอีกแล้ว เพราะพระดี ๆ โดนทหารฆ่าไปเยอะ พระองค์ทรงเปลี่ยนวิิธีใหม่ ให้พระเถระชื่อว่าโมคคัลลีบุตรติสสะจัดการแทน โดยการถามปัญหาเรื่องพระธรรม พระวินัย ใครตอบไม่ได้ หรือตอบผิดมาก ๆ ประมาณว่าคนละเรื่องเลย ก็จัดการให้ปลงผ้าเหลืองออก ( ไม่เรียกว่าสึก เพราะไม่ได้เป็นพระ เป็นแค่โล้นห่มเหลือง ) ปรากฎว่าจัดการไปได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ตัว เอ๊ย คน
 
หลังจากนั้นได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้น  นับว่าเป็นครั้งที่ ๓ ของพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม  ขณะนั้นพระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานแล้ว ๒๓๕ ปี หรือ พ.ศ. ๒๓๕ นั่นเอง สังคายนาเสร็จ ได้มีการส่งพระภิกษุผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ออกไปเผยแผ่ในทิศต่าง ๆ ๙ สายด้วยกัน ๑ ในนั้น มาสุวรรณภูมิ หรือปัจจุบันคือประเทศไทยของเรานี่เอง
 
ผ่านมาสองพันกว่าปี เรื่องอย่างนี้ก็ยังมีอยู่ พวกโล้น ก็ยังมีอยู่ และยังคงนำความเสื่อมเสียมาสู่วงการผ้าเหลืองอย่างสม่ำเสมอ จนหลาย ๆ คนเกิดความเบื่อหน่าย ระอา ระแวง ไปจนถึงขั้นรังเกียจ บุคคลที่โกนผม ห่มผ้าเหลือง ไปเสียหมด เห็นที่ไหนแทบจะเบือนหน้าหนี ไม่ต้องพูดถึงความเคารพนับถือ เพราะว่ารู้สึกว่าพวกนี้เป็นกาฝาก เป็นเหลือบ เป็นไร ในสังคม ไม่ทำอะไรวัน ๆ คอยแต่รับทรัพย์ จนบางคนมีเงินทองมากมาย มีบ้าน มีรถหรู เรียกว่า กินดีอยู่ดีกว่าโยมที่ใส่บาตรเสียอีก  ไป ๆ มา ๆนอกจากเสืือมศรัทธาในพระแล้ว ยังพาลเสื่อมศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ในพระธรรมวินัย พระศาสนา อีกด้วย
 
เสื่อมศรัทธาในพระ ไม่เป็นไร อย่าเสื่อมศรัทธาในสิ่งที่ควรศรัทธาก็แล้วกันครับ  แล้วเราควรศรัทธา หรือ เชื่ออะไร ? เชื่อในความจริง ๔ ประการครับ  แล้วความจริง ๔ ประการคืออะไรบ้าง ? ให้เวลาคิด ๑ นาที.........หมดเวลาครับ
 
เฉลย ไม่ใช่อริยสัจ ๔ นะครับ อริยสัจจ์ ๔ ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แค่สร้างเหตุให้เกิด เดี๋ยวก็ประจักษ์เองครับ แต่เฉลยที่ถูกคือ
 
          ๑ เชื่อเรื่องของกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง  ข้อนี้ไ่ม่ยากเท่าไรครับ  ก่อนอื่นรู้จักกรรมก่อน
                     กรรม = การกระทำ+เจตนา
              สมการง่าย ๆ แค่นี้ครับ ทำอะไรด้วยเจตนาเรียกว่ากรรมทั้งหมด เช่น ทานข้าวก็เป็นกรรม  
          ๒ เชื่อเรื่องผลของกรรม  กรรมทุกอย่างที่กระทำย่อมต้องมีผลตามมา คล้าย ๆ กับฟิสิกส์ ที่ว่า
                     แรงกิริยา = แรงปฏิกริยา
                     กรรม = ผลของกรรม
              ง่าย ๆ อีกแล้วคือ จากข้อ ๑ ทำกรรม คือ ทานข้าวแล้วเรียบร้อย ผลกรรมที่ตามมาคืออิ่ม
          ๓ เชื่อเรื่องกรรมเป็นของเฉพาะตัว นาย A ทำกรรม นาย A ก็ต้องรับกรรม mahaoath ทำกรรม mahaoath ก็ต้องรับกรรม ให้คนอื่นรับแทนไม่ได้ จากข้อ ๑ นาย A ทำกรรม คือ ทานข้าว นาย A ก็ต้องเป็นผู้ที่อิ่ม  จะให้ mahaoath อิ่มแทนก็ไม่ได้
          ๔ เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ข้อนี้ต้องพิจารณากันมากหน่อยนะครับ เพราะว่าผู้ที่ไม่ได้รู้เห็นธรรมด้วยตนเองคงจะเชื่อยากสักหน่อย เอาเป็นว่าลองศึกษาและพิจารณาธรรมที่พระองค์สอนในเรื่องง่าย ๆ ที่เห็นได้ไม่ยากนักก่อน เช่นเรื่องศีล ที่ทรงสอนว่าทำให้เกิดความสงบสุข เอาแค่ศีล ๕ ก่อน ลองคิดดูว่าถ้าคนเราทุกคน มีศีล ๕ สังคมจะสงบสุขแค่ไหน รวมไปถึงธรรมอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงสอน ลองทำดูเอาแค่ธรรมที่เป็นเรื่องโลก ๆ นี่แหละครับ ยังไม่ต้องถึงกับมรรค ผล นิพพานหรอก แล้วจะพบได้ว่าเป็นอย่างที่พระองค์ทรงสอนทุกประการ แล้วถ้าพระองค์ไม่ได้ตรัสรู้จริง ๆ คงไม่สามารถคิดแต่งธรรมต่าง ๆมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ อย่างมาสอนพวกเราหรอกครับ
 
เบื้องต้นเชื่อแค่นี้ก็พอแล้วครับในพระพุทธศาสนา อย่าปล่อยให้การกระทำของโล้นเหลือง ที่แอบแฝงมา ทำให้เราต้องเสียประโยชน์อย่างยิ่งของเราเลย  บางคนเห็นข่าวพวกโล้นแล้วก็เหมารวมเอาเลยว่า พระไม่ดี พระเลว ลามปามไปถึงศาสนาพุทธไม่ดี ศาสนาพุทธเลว ปลาเน่าต้วเดียว เทปลาทิ้งทั้งข้อง ก็อดกินปลากันพอดี  แยกให้ออกครับ ทำใจให้สบาย ๆ ถ้ารู้แน่ชัดว่าพวกโล้นแน่ ๆ ก็ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องใส่บาตร ไม่ต้องทำบุญด้วย  แต่ว่าถ้ายังไม่แน่ ให้ยึดหลักนิติศาสตร์ที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาถ้ายังไม่ถูกตัดสิน ก็ยังเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่เป็นผู้ผิดแต่อย่างไร
 
เวลาทำบุญ ตักบาตร ถวายทานอะไรก็แล้วแต่ ให้คิดว่าถวายแก่ส่วนรวม ถวายแก่ผ้าเหลือง ถวายแก่พระพุทธศาสนา อย่าไปมองหน้าว่าถวายใคร แล้วใจจะสบายขึ้นเยอะ ใจสบาย ใจใส เป็นใจบุญนะครับส่วนพวกโล้นก็ปล่อยให้กรรมจัดการเถิดครับ เดี๋ยวนี้กรรมตามเร็ว เป็นกรรมติดจรวด เป็นกรรม adsl 4 Mb ซะด้วย อย่าไปเสี่ยงไปหลงว่าพระดี ๆ ว่าเป็นโล้น มันจะเข้าตัวนะครับ
 
บุญรักษาครับ
๒๙ ส.ค. ๕๑
๑๓.๕๙ น.
 

edit @ 29 Aug 2008 14:04:04 by mahaoath

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เคยตักบาตรตอนวันเกิดที่ท่าพระจันทร์
ตักบาตรเสร็จปุ๊ป ยังไม่ทันเดินลับหลังมาดี
หลวงพี่ก็เอาของในบาตรออกมาวางให้แม่ค้าขายต่อ...ซะงั้น

จำได้ว่า ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก
กลายเป็นคิดแย่ๆ รู้สึกแย่ๆ
หลังจากนั้นก็เลยระแวงไม่กล้าตักบาตรที่เดิมอีก ไม่ดีเลย angry smile

ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเราไม่หันไปเห็นซะก็คงดี
เพราะเราก็รู้อยู่ว่าระบบนี้มันมี ไม่รู้ก็ไม่ทุกข์ angry smile

อ่านที่หลวงพี่เขียนแล้ว ก็ได้คิดว่า น่าจะปรับความคิดใหม่
แต่ยังมีคำถามว่า ถ้าเราไปตักบาตรให้โล้น
แล้วไม่เป็นการสนับสนุนเค้าหรอหลวงพี่
หรือว่า มันอยู่ที่เจตนาเรา ส่วนโล้นก็ไปรับกรรมเอาเอง embarrassed

#1 By MANA Cross on 2008-08-29 23:18

ตอบ #1
ให้ไปแล้วให้ไปเลยครับ ถ้ายังไปสนใจว่าเขาเอาของ"ของเรา"ไปทำอะไรต่อ ก็แสดงว่ายังไปหวง ไปยึด ว่าเป็น "ของเรา" อยู่

ให้ไปแล้วมันเป็น "ของเขา" เขาจะเอาไปทำให้เป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษใหญ่หลวง ก็เรื่องของเขา

ย้ายไปตักบาตรที่อื่นก็ได้ครับ ถ้าไม่สะดวกใจ หรือถ้าทำใจให้ใสได้ยาก ทำทานทีั่ไหนแล้วสบายใจทำไปเถิดครับ

#2 By mahaoath on 2008-08-30 10:45

เพิ่มเติมความเห็นที่ ๑

กระผมก็ไม่เคยทราบเหมือนกันว่า มันมีระบบแบบนี้อยู่
เพราะเวลาเดินบิณฑบาต ไม่เคยสนใจใคร ก้มหน้ามองดิน และคอยหลบรถ ไม่ให้มาชนเราเท่านั้น

แต่ก็ไม่วาย หางตากระผมก็ไปกระทบรูปที่ทำให้เร่าร้อน
เวลาเิดินไป เห็น "พระรุมโยม" แล้ว สะอื้นในใจ
เวลาเห็นพระยืนคุยกับแม่ค้า "เป็นโขลง" รอโยมมาใส่บาตรแล้ว สะท้อนใจ
ยิ่งเวลาเห็นพระ "นั่งรอ" โยมมาใส่บาตรแล้ว รู้สึก เอ๊ะ...พระศาสดาบัญญัติให้มานั่งรอรับบาตรหรือ

แต่ก็ยังไม่เท่าตอนที่ไปบริจาคเลือด แล้วถูกโยมทหารเรือบ่นถึงเรื่องระบบดังกล่าว ว่าสมัยนี้ จะใส่บาตรต้องเลือกพระ ไม่เหมือนเมื่อก่อน

กระผมบ่นอุบกับพระผู้ใหญ่ที่วัด หลังจากบริจาคเสร็จสิ้น ทันทีที่คล้อยหลังโยม "ทำกันขนาดนั้นเลยหรือครับ"embarrassed

แต่คำตอบที่ได้รับ เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางกบาล "วัดเราก็มี" ตะดึก!!! แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

"พอคนร้องเรียนมากเข้า เจ้าอาวาสก็ปรามเสียครั้งหนึ่ง ก็ซาไป สักพักก็เอาใหม่"

โอ๊ว...บร๊ะเจ้า

มันอาจจะไม่ผิดวินัย แต่เห็นแล้วสลดใจ

ทั้งนี้การติฉินนินทาผู้อื่น ก็เหมือนเป็นการไปรับกรรมเขามา

นี่ตอนแก่ กระผมอาจต้องไปทำเยี่ยงนั้น...เฮ้อ...เพราะไปรับกรรมเขามา

ท่องเข้า ๆ ว่า อัตตนา โจทยัตตานัง

เฮ้อ...

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-08-31 16:53

ตอบ #3
กระผมว่าคงจะมีทุกที่ที่ใกล้ตลาดกระมังครับ ครั้งหนึ่งเคยไปที่ ร.พ.กับโยมตอนเช้า ใน ร.พ.มีพระยืนรับบาตร ที่โรงอาหารด้วย แต่กระผมว่าอย่างน้อยก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทำบุญ ถ้าโยมไม่มีจิตเป็นอกุศลก็มีแต่ได้กับได้ ส่วนพระท่านก็คงรู้วินัยและแก้ไขได้

มีพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งเคารพนับถือกันมานานมากแล้ว ท่านต้องเหมารถมาบิณฯ ที่หลังการบินไทยใกล้ ๆ บ้านอาทิตย์ละ ๓ วัน ถ้าท่านไม่มาแถวนั้นอดใส่บาตรกันหมด เพราะว่ามีท่านอยู่รูปเดียว

คิดว่าพระที่นั่งหรือยืนรอรับบาตรคงไม่ได้แย่ซะทุกรูปหรอกครับ แล้วแต่เหตุปัจจัยมากกว่า เราก็ไม่อาจทราบเจตนาได้ซะด้วย

#4 By mahaoath on 2008-08-31 18:15

ว่าแล้ว รีบเอาถุงแกง ไปรีไซเคิ้ล กับร้านค้ามั่งดีก่า

อุ๊ย...กรรมสนองไวจังcry

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-08-31 21:28






Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos