SOTUS

posted on 27 Aug 2008 13:32 by dhamweb  in dhamma

ว่าด้วยเรื่องการรับน้องใหม่ เห็นแว่บ ๆ ในหนังสือพิมพ์ ว่ามีการรับน้องอย่างพิศดารเต็มที คือ ใช้ไฟจากสีสเปรย์เผาหลังรุ่นน้อง เห็นแล้วก็อดคิดถึงตอนที่เรียน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ได้

ม.เกษตร นี่ขึ้นชื่อเรื่องการรับน้องโหด แต่ก็ไม่มีอะไรที่รุนแรง และไร้เหตุผล อย่างนี้ครับ จำได้ว่า เข้าปี ๑ ใหม่ ๆ พี่ว้ากเกอร์ ชื่อพี่หยี่ หัวหน้าว้ากเกอร์ เป็นชาวภูเก็ต ถามว่า "ใครไม่พอใจบ้าง" ยกมืออยู่คนเดียวเลยครับ นึกว่าโดนเล่นแน่เลย แต่ผิดคาดครับ พี่หยี่ เรียกออกจากแถว มานั่งคุยกันซักพัก ก็ให้กลับเข้าแถวตามเดิม แล้วก็ร่วมกิจกรรมประชุมเชียร์ต่อ จนกระทั่งจบกิจกรรมทั้งหมดที่ต่างจังหวัด พี่ ๆ ว้ากเกอร์พาเข้าห้องเปิดใจ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ต่างคนต่างร้องไห้ ไปตาม ๆ กัน เมื่อได้รู้ความในใจของพี่ ๆ ว่า ทำทุกอย่าง ยอมให้น้อง ๆ เกลียด ก็เพราะว่าหวังดี อยากให้น้อง ๆ ได้สามัคคีกัน  เล่าเฉย ๆ ไม่ได้อารมณ์ครับ ต้องไปอยู่ในบรรยากาศเอง ถึงจะรู้

พอขึ้นปี ๓ เป็นปีที่ต้องจัดรับน้องเองบ้าง ยิ่งซึ้งครับ ว่ายากเย็น และเหนื่อยแค่ไหน น้อง ๆ โดนว้าก ว่าเหนื่อยว่าเครียด แต่ พี่ ๆ ว้ากเกอร์ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียดกว่าหลายเท่า ทุกอย่างที่ทำ ทุกคำที่พูด มีการวางแผนล่วงหน้า เชื่อไหมครับ ว่าวางแผนกันเป็นวินาที  ไม่ใช่แค่ว่าวันนี้จะพูด จะทำอะไร แต่ ว่าวางแผนขนาดวินาทีนี้จะทำอะไร
  ในการวางแผน เราใช้ระบบ SOTUS เป็นหลัก คือ มีการรับน้องที่มหาวิทยาลัย ๕ ครั้ง จึงตกลงกันว่า ครั้งแรก คือ S = Seniority ครั้ง ๒ เน้น O = Order ครั้งที่ ๓ เน้น T = Tradition ครั้งที่ ๔ เน้น U = Unity และครั้งสุดท้าย ต้องสามารถเรียก S = Spirit จากน้อง ๆ ให้ได้ นอกจากนั้นยังมีกฎข้อห้ามที่ห้ามกันเองหลายอย่าง เช่น ห้ามว้ากเกอร์เข้าใกล้ตัวน้อง ๆ เกิน ๑ ช่วงแขน ห้ามถูกตัวน้อง ฯลฯ

หลังจากรับน้องที่มหาวิทยาลัยแล้ว มีกิจกรรมรับน้องต่อที่ต่างจังหวัด แน่นอนครับ เมื่อน้อง ๆ " ชิงธง " ได้แล้ว
การว้ากก็จบหมดสิ้นลง ได้พาน้อง ๆ เข้าห้องเปิดใจ รู้สึกดีมาก ๆ เหมือนกับ สมัยเป็นน้องเลย

กาลเวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ระบบ SOTUS และการว้าก ที่ใช้จิตวิทยาพื้นฐานว่า " ศัตรูจากภายนอก ทำให้คนในสังคมสามัคคี " มาทำกิจกรรมรับน้อง คงต้องเปลี่ยน หรือเลิกไป

 แต่ก็แอบคิดไม่ได้ว่า เมื่อไรจะมี " ศัตรูจากภายนอก มาทำให้สังคมไทยสามัคคี" ซะที
.....

ทีนี้ มาดูกันในภาคธรรมะบ้าง
เรื่องของความสามัคคี พระศาสดาเราทรงสรรเสริญว่า "นำมาซึ่งความสุขแก่หมู่คณะ" ( สุโข สังฆัสสะ สามัคคี ) ถ้าจะมานั่งรอให้มีศัตรูภายนอก เข้ามาทำให้เราสามัคคี เลิก "กัด" กัน ละก็ คงจะไม่เข้าท่า

ต้องอาศัยวิธีของพระศาสดา ที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม ๗ ประการ หมู่คณะใดก็ตาม ประกอบพร้อมด้วยธรรม
ทั้ง ๗ ข้อนี้ รับรองได้ว่าจะไม่มีการเสื่อม แม้จะมีศัตรูจากภายนอก ที่ร้ายกาจขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ กับหมู่คณะนั้น ๆ ได้

๑. หมั่นประชุมกันเป็นนิตย์
๒. เมื่อประชุมให้พร้อมเพรียงกัน และช่วยทำกิจของหมู่คณะ
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ และไม่เพิกถอนสิ่งที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
๔. เคารพและเชื่อฟังผู้เป็นประธาน
๕. ไม่ลุแก่อำนาจความอยากที่เกิดขึ้น
๖. ยินดีในเสนาสนะป่า
๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรผู้มีศีล ที่ยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข

ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาลครับ นำมาปรับใช้กับบ้านเมืองของเราได้ ลองคิดกันดูครับ
สาธุ บุญรักษาครับ

เพิ่มเติม วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

เห็นมีนักศึกษามาแสดงความเห็นกันด้วย แสดงว่าเข้ามาอ่านกันแล้ว ไม่อยากให้พลาด อีก ๒ ตอน ที่เกี่ยวข้อง ตามไปอ่านให้หมดนะครับ

  1. SOTUS 2 
  2. SOTUS กับวงการผ้าเหลือง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

การรับน้องสมัยก่อนเป็นการรับน้องที่มีหลักการ ไม่เหมือนในปัจจุบันที่รับน้องโหด และพบบ่อยตามหน้าหนังสือพิมพ์

ที่จริงแล้ว การรับน้องมุ่งหวังให้นักศึกษารุ่นนั้นๆมีความสามัคคีกัน มีจิตใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว อีกทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีในหมู่คณะ

#1 By เมธาวี 05510242 (58.9.152.98) on 2009-06-19 14:41

วิธีการสมัยนั้น คงเชยสำหรับสมัยนี้แล้วล่ะครับ big smile

#2 By mahaoath on 2009-06-19 15:07

การรับน้องถ้าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่มีสาระ มีความสนุกความบันเทิง ที่มีขีดจำกัดของเวลาที่เหมาะสม ดิฉันก็เต็มใจที่จะให้มีกิจกรรมนี้เกิดขึ้นค่ะ เพราะจุดประสงค์หลักๆของการรับน้องก็คือการสร้างความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของหมู่คณะอยู่แล้ว แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น ตามความเห็นของดิฉันเองแล้ว "ก็ขอให้เลิกไปจะดีกว่าค่ะ" เพราะถ้ามีกิจกรรมนี้แล้วมันก่อให้เกิดผลเสีย ทำแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ก็พอเถอะค่ะ อาจจะหากิจกรรมอื่นๆ ที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องมาเสียเวลาเรียนมากมายเพื่อทำกิจกรรมรับน้อง แต่อาจจะสละเวลาเพียงน้อยนิดในการทำกิจกรรมร่วมกันในวันปฐมนิเทศสักวันหนึ่งเต็มๆ ไปเลย แล้วก็จบแยกย้ายกันไปตั้งใจเรียน มุ่งทำกิจกรรมในห้องเรียน ไม่ดีกว่าหรือคะ?

#3 By ธันยวีร์ 05510137 (125.27.206.107) on 2009-06-20 15:49

อย่าลืมไปอ่านอีก ๒ ตอน ที่เหลือนะครับ SOTUS 2 กับ SOTUS ในวงการผ้าเหลือง ลองหาดู อยู่ในบล็อกนี้เอง ไว้มีโอกาสจะมาทำลิงก์ให้ครับ confused smile
จะว่าไปแล้วการรับน้องแบบนี้ก็ดีนะถ้าคิดตามหลักจิตวิทยา เพราะว่าทำให้รุ่นน้องรู้สึกกดดัน แต่ก็ทำให้สามัคคีกันมากขึ้น แล้วอีกอย่างพวกรุ่นพี่ก็ไม่ได้เกินเลย หรือทำอะไรไปมากกว่าการขู่ตะคอก แต่ผลตอนสุดท้ยที่ได้มามันก็ดีนะ ดีกว่าที่ให้คนในคณะไม่ได้รู้จักหรือผูกพันอะไรกันเลย

#5 By จุฑารัตน์ 05510060 (222.123.154.53) on 2009-06-21 20:27

การรับน้องของคณะวิศวะกรรมศาสตร์ ศิลปากร

ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมที่มีมาแต่ก่อนเสมอ

และการเป็นว๊ากไม่ใช่จะเป็นกันง่ายๆๆ

มันแสนจะทรมานและต้องอดทนสูงงง

#6 By ภัทรภูมิ 09490671 (202.44.135.39) on 2009-06-23 11:46

ไม่ว่าการรับน้องจะต้องเปลี่ยนรูปแบบไป นั่นก็เพื่อให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของคนในปัจจุบันเช่นกัน เพียงแค่อยู่ในกรอบของความถูกต้องและสร้างสรรค์ก็พอ

#7 By กรณิกา 05510009 (202.44.135.39) on 2009-08-02 01:04






Recommend

Watch videos at Vodpod and more of my videos