สังคมบ่มแก๊ส
posted on 27 Aug 2008 13:50 by dhamweb in dhammaประเทศไทยเราขึ้นชื่อเรื่องผลไม้ตามฤดูกาล ที่มีมากมายหลากหลายมาก และมีตลอดปี ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันให้ได้ลองลิ้มชิมรสกันจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกอย่างเช่น ทุเรียน มังคุด หรือแม้แต่กล้วยหอม พอดังเข้ามาก ๆ ความต้องการในตลาดก็มีมากขึ้น ผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติ อันแสนจะหอมหวาน ก็ไม่สามารถสุกทันขายได้ ต้องหันมาใช้วิธีการเร่งให้สุกไว ๆ ด้วยการ บ่มแก๊ส ผลที่ได้คือผลไม้สุกเหมือนกัน แต่ว่า ความหอมความหวานนั้นต่างจากผลไม้สุกเองตามธรรมชาติลิบลับ
ผลไม้บ่มแก๊ส เป็นตัวอย่างที่ดี ของการเร่งทำอะไรสักอย่าง ก่อนเวลาอันควร สังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะ นิสิตนักศึกษา มีบางส่วนที่นิยมจับคู่ เช่าหอ เช่าห้อง อยู่กันแบบสามี ภรรยา ส่วนใหญ่เป็นผู้พลัดถิ่น อยู่ห่างไกลบ้าน ห่างไกลพ่อแม่ การกระทำแบบนี้ ก็เหมือนการบ่มผลไม้ ให้สุกไว ๆ ก่อนเวลาอันควรนั่นเองยังพอจำความคิดของตัวเองสมัยเป็นนิสิตเกษตรได้ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเอง เป็นผู้ใหญ่ มีสิทธิทำอะไรได้ทุก ๆ อย่าง ที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน แต่ไม่ได้นึกถึงว่า เรากับผู้ใหญ่นั้นมีหน้าที่ต่างกัน
คำว่าสิทธินั้น ต้องมาพร้อมกับหน้าที่ ไม่มีทางที่ใครจะมีสิทธิได้ โดยไม่มีหน้าที่ และแน่นอน หน้าที่ ที่ต่างกัน ย่อมทำให้สิทธิต่างกันด้วย บางท่านอาจบอกว่า หน้าที่ของฉันคือการเรียน ถ้าฉันเรียน แล้ว ฉันจะทำอะไรก็ได้ จะมีแฟน จะอยู่กับแฟน ก็ย่อมทำได้ เพราะฉันทำหน้าที่เรียนแล้ว จริง ๆ แล้วหน้าที่ของเราไม่ได้มีแค่นั้นครับ พระพุทธองค์ ทรงสอนว่าหน้าที่ของเราทุกคน มี ๖ ประการ โดยเปรียบเทียบกับ ทิศทั้ง๖ว่าคนเราทุกคนมีหน้าที่ต้องทำการบูชาทิศทั้ง ๖ ดังนี้ ๑ ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดามารดา ๒ ทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูบาอาจารย์ ๓ ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ภรรยา และบุตร ๔ ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่มิตรสหาย ๕ ทิศเบื้องล่าง ได้แก่บ่าวไพร่คนใต้บังคับบัญชา และ ๖ ทิศเบื้องบน ได้แก่สมณะ
การบูชาทิศทั้ง ๖ นั้น ก็คือการกระทำหน้าที่ ตามที่เรามีต่อบุคคล ที่พระองค์ทรงเปรียบกับทิศต่าง ๆ ( รายละเอียดขอให้หาใน google เถิด key word = "ทิศ ๖" รับรองว่ามีให้อ่านจนตาลาย ) สำหรับลูก ๆ มีหน้าที่ต่อแม่และพ่อที่สำคัญอย่างยิ่งอย่างหนึ่งคือ การดำรงวงศ์สกุล หมายถึงรักษาวงศ์สกุลไว้ วงศ์ดี สกุลดี ให้รักษาไว้ รวมไปถึงการรักษาชื่อเสียงของวงศ์สกุลด้วย สังคมไทยในปัจจุบันแม้จะเปิดกว้างยอมรับเรื่องการเลือกคู่ครองเองก็ตาม แต่ยังไม่เปิดกว้างถึงขั้นยอมรับการชิงสุกก่อนห่าม การจับคู่ในวัยเรียน หากเปิดกว้างยอมรับเรื่องนี้แล้วคงไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือหลอกพ่อแม่ว่าอยู่กับเพื่อน ทั้ง ๆ ที่อยู่กับแฟน ใช่ไหมครับ แล้วเรื่องพรรค์นี้ถ้าเพื่อนพ่อ เพื่อนแม่ ลูกน้องพ่อ ลูกน้องแม่ เจ้านายพ่อ เจ้านายแม่ หรือใครก็ตาม ที่รู้จักกับพ่อแม่เรา รู้เข้า คิดซิครับ ว่าพ่อแม่เราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ใคร ๆ เขาจะตราหน้าว่า เลี้ยงลูกไม่เป็น เท่านี้ก็เท่ากับว่าเราทำบาปอย่างมากกับพ่อแม่เราแล้วละครับ
กาลัญญุตา ความรู้จักกาล รู้จักเวลา รู้ว่าเวลาไหนควรเวลาไหนไม่ควร เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่สำคัญ เหมือนผลไม้ถ้าเรารู้จักเวลา รู้จักรอ จะได้ทานของดี มะม่วงสุกคาต้นหอมหวานกว่ามะม่วงบ่มแก๊ส หลายเท่านัก การมีคู่ก็เหมือนกัน ถ้ารู้จักรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ให้แน่ใจว่าทั้งคู่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ และความรับผิดชอบ พอเพียงเสียก่อน ค่อยจับคู่กัน รับรองได้ว่าหอมหวานอย่างมะม่วงสุกคาต้นแน่
องค์ที่ ๒
ย้อนกลับมามองต่างมุมถึงต้นเหตุของปัญหานี้ สิ่งแรกที่แว่บขึ้นมาในมโนสำนึกคือ แล้วทำไมนักศึกษาต้องมาเช่าหอ เช่าห้องอยู่เป็นคู่ ๆ ? คำตอบที่เกิดขึ้นคือ ที่ต้องมาเช่าอยู่ เพราะไกลบ้าน ไม่สามารถไปกลับได้สะดวกนัก คำถามตามมาอีกว่าแล้วทำไมถึงต้องมาเรียนไกลบ้าน ? เพราะว่าแถวบ้าน ไม่มีที่เรียน หรือไม่ก็มีที่เรียนแต่ไม่มีชื่อเสียงเท่า จบมาแล้วอาจจะหางานดี ๆ ยาก ถึงตอนนี้คำถาม คำตอบ มากมายผุดขึ้นมาเต็มไปหมด แต่ที่สุดก็สรุปในใจได้ว่าส่วนมากลงทุนทางการศึกษา เพื่อไปถอนทุนเวลาทำงาน ลงทุนมาก เพราะอยากถอนทุนมาก อยากเมื่อไร ก็ทุกข์เมื่อนั้นครับ เพราะว่าความอยากนี่เองที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ อยากได้ อยากเป็น และอยากไม่มีไม่เป็น ทั้ง ๓ อยากนี้ ที่พระศาสดาเราตรัสรู้ว่าเป็น อริยสัจ ข้อที่ ๒ สมุทัย ต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง
ฉะนั้น ในองค์ที่ ๒ จึงได้ ๒ วิธีในการแก้ปัญหา คือ การกระจายโอกาสในการศึกษาเพื่อไม่ต้องพลัดถิ่น ห่างไกลสายตาแม่พ่อ และปลูกฝังค่านิยมในทางลดความทะยานอยากลง ดำเนินชีวิตแบบพอเพียงไม่ต้อง maximize profit ไม่ต้อง maximize GDP แต่หันมา maximize happiness ดีกว่ามั๊ย ?
องค์ที่ ๓
ปัญหาการจับคู่ก่อนวัยอันควร ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรหรอกครับ พระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงพยากรณ์ไว้นานแล้ว คราวที่พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตประหลาด ๑๖ ประการ หนึ่งในนั้นทรงสุบินว่า "ต้นไม้เล็ก ๆ ที่พึ่งโผล่ขึ้นพ้นจากดินไม่นาน ได้แค่คืบหนึ่งบ้าง แค่ศอกหนึ่งบ้างเท่านั้น ก็ผลิดอก ออกผล ไปตาม ๆ กัน เหมือนไม้ใหญ่ฉะนั้น" พระศาสดาทรงพยากรณ์ไว้ว่า "ในอนาคตกาลมนุษย์จักมีราคะกล้าหนาแน่ บรรดาหญิงสาวจะพากันละทิ้งจารีตประเพณีที่ดีงาม ซึ่งโบราณาจารย์ได้วางไว้เป็นแบบแผน กลับมีจิตใจฝักใฝ่ หันเหจิตใจออกจากสามี แล้วทำการคบชู้สู่ชาย ไม่สนใจในกิจการบ้านเรือน และแม้แต่เด็กหญิงอายุเพียงรุ่นเยาว์ แต่กลับมีจิตใจหลงใหลในเรื่องเพศ มั่วสุมเสพสมกัน เด็กรุ่นเยาว์เหล่านั้นประสบการณ์ทางกามารมณ์ตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้พวกเธอพากันมีระดู ตั้งครรภ์และคลอดบุตรเร็วกว่าปกติ เปรียบเหมือนต้นไม้แม้ยังเล็ก ๆ แต่ก็ออกดอกออกผลเต็มไปหมด ฯ"
ปัญหาสังคมปัจจุบันนี้ไม่รอดพ้นจากความเป็น "โลกะวิทู" ผู้รู้แจ้งโลก ของพระองค์ไปได้ ถือโอกาสแนะนำหนังสือให้ลองหาอ่านกันดู "สุภาพ หอมจิตร พุทธทำนาย.--กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง,๒๕๔๖ ๒๙๔.๓๑๓๒ ISBN 974-493-773-4"
จะได้ประจักษ์ถึงพระปัญญาธิคุณของพระศาสดา ว่าทรงพยากรณ์ไว้ถูกเป๊ะอย่างไรครับ
บุญรักษาครับ
๕ ส.ค. ๕๑
๒๒.๐๑ น.



![Good 2 Share [facebook group]](http://dhamweb.exteen.com/images/theme2009/FaceBook_32x32.png)



ชวนทำบุญด้วยฝีมือ

