ให้? ไม่ให้? ให้
posted on 27 Aug 2008 13:27 by dhamweb in dhamma
องค์ที่ ๑ ถึงผู้ให้
รู้จักชูชกไหม ? สุดยอดขอทาน ขอจริง ๆ ขอตะพึด ขอจนรวย จนได้เมียสวยชื่อนางอมิตดา ชูชกนี่เกิดมาในสมัยที่พระพุทธเจ้าของเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ทรงพระนามว่าพระเวสสันดรไงละครับ ไม่ทราบว่าจะรู้จักกันหรือไม่ เรื่องราวของพระเวสสันดรปรากฎอยู่ใน พระเวสสันดรชาดก ในพระไตรปิฏก ส่วนที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าของเราในชาติต่าง ๆ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ชาติสุดท้าย ถ้าใครไม่รู้จักพระเวสสันดร หรือ ชูชก ให้ลองไปหาอ่าน หรือว่าจะไปฟังพระเทศน์ ที่เรียกว่า เทศน์มหาชาติ ช่วงออกพรรษาก็ได้ เรื่องราวมีทั้งหมด ๑๓ ตอน หรือ ๑๓ กัณฑ์ เราพักเรื่องพระเวสสันดร ไว้ก่อน กลับมาที่ชูชกของเราดีกว่า
อย่างที่ว่าไว้ว่าชูชกเป็นสุดยอดขอทาน เพราะเขามีอาชีพขอทาน คือ ขอเป็นอาชีพ ไม่ทำอย่างอื่นเลย ขออย่างเดียว ขอทาน หรือ ยาจก นี่พวกหนึ่ง ขออย่างเดียว แต่ถ้าเป็นวณิพก ดีกว่าหน่อยมีการลงทุนลงแรง เช่นร้องเพลงหรือว่าเล่นดนตรี ประกอบการขอเรียกว่าไม่ได้ขอดีกว่า เรียกว่าสร้างสรรค์ผลงานแลกกับทรัพย์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไม่เท่ ก็ เช่นนักดนตรีตาบอดแถวสะพานลอย อย่างเท่ห์ ๆ ก็เช่น นักดนตรีเปิดหมวกแถวถนนข้าวสาร ขอยกเรื่องของวณิพกเสีย เนื่องจากประเด็นของเราคือยาจก หรือขอทาน
ขอทานอย่างชูชก เป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีคนอย่างชูชก ก็อาจจะไม่มีพระพุทธเจ้า ทำไมถึงว่าอย่างนี้ ? เพราะว่าการที่พระโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ อย่างให้เต็มที่เสียก่อน จึงจะสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และนำพระพุทธศาสนาให้ปรากฏขึ้นบนโลกนี้ได้ บารมีทั้ง ๑๐ อย่าง คือ ๑ ทานบารมี ๒ ศีลบารมี ๓ เนกขัมมะบารมี ๔ ปัญญาบารมี ๕ วิริยะบารมี ๖ ขันติบารมี ๗ สัจจะบารมี ๘ อธิษฐานบารมี ๙ เมตตาบารมี ๑๐ อุเบกขาบารมี
บารมีอย่างแรกสุดเลยคือ ทาน หรือ การให้ ( แต่เป็นอย่างสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญจนเต็ม ในชาติที่ทรงเป็นพระเวสสันดรนี่เอง ) ในชาตินี้ก็ได้ชูชกนี่เองที่ขอแหลก ขอจนถึงแก้วตาดวงใจของพระเวสสันดร คือ กัณหา และ ชาลี ลูกทั้ง ๒ ของพระองค์ พระองค์ทรงตัดใจให้ไปแล้ว ยังมาดุด่า เฆี่ยนตี ต่อหน้าอีก ทำเอาพระโพธิสัตว์ของเราแทบจะทนไม่ไหวทีเดียว ดีว่าพระองค์ทรงตัดใจได้ทำให้พวกเราได้มีพระพุทธเจ้า มีพระพุทธศาสนา อย่างทุกวันนี้
เห็นไหมครับว่า ถ้าขอทานอย่างชูชกมีประโยชน์ ขอทานทุกวันนี้ก็มีประโยชน์ เพราะทาน หรือ การให้ นั้นเป็นการสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างบารมี ที่มีความสำคัญ ถ้าไม่มีผู้ขอ แล้วเราจะให้ใคร การให้นั้นมีปัจจัยอยู่ ๓ อย่าง คือ มีสิ่งที่จะให้ ๑ มีเจตนาจะให้ ๑ มีผู้รับ ๑ ถ้าขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งการให้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การให้กับคนธรรมดาไม่ได้มีคุณพิเศษอะไรเลยอย่างชูชก พระพุทธเจ้าของเราทรงสอนว่าอานิสงส์ของการให้แก่สัตว์เดรัจฉาน นั้นมีมากมายมหาศาล แต่เทียบได้กับ ๑ ใน ๑๐๐ ของการให้แก่คนผู้ไม่มีศีล
ฉะนั้นเจอะเจอขอทานที่ไหน ให้ไปเถิด อย่าไปคิดมาก ให้แล้วให้เลย อย่าไปคิดว่า เขาจะเอาไปให้ใคร หรือ จะเอาไปทำอะไร การให้คือการละ การสละ ถ้ายังไปยึดอยู่ว่า สิ่งที่ให้ไป เป็นของเราอยู่ ก็ไม่ได้ละ ไม่ได้สละ อย่างเต็มที่ เราสร้างบุญ สร้างบารมี ของเรา ส่วนเขาเอาไปแล้ว จะเอาไปทำอะไร ก็เรื่องของเขา กรรมของเขา อย่างนี้สบายใจ
ดีไหมครับ ?
องค์ที่ ๒ ถึงผู้ขอ
ผู้ขอทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า ชูชก ตายเพราะตะกระกินจนท้องแตกตาย รับกรรมเสร็จมาเกิดพร้อมพระพุทธเจ้าของเรา มาเป็นพระเทวทัต มีความโลภติดตัวมาอยากปกครองสังฆมณฑลเอง ที่สุดถึงกับจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า ดีแต่ว่าก่อนตายสำนึกได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยกระดูกคาง ก่อนที่จะถูกธรณีสูบมิดหัว ไปเกิดเป็นสัตว์นรกในอเวจี มีหลาวเหล็กติดไฟทั่วเท่าต้นตาล แทงจากหัวทะลุก้น แทงก้นทะลุหัว แทงขวาทะลุซ้าย แทงซ้ายทะลุขวา แทงหน้าทะลุหลัง แทงหลังทะลุหน้า ทรมานจนตาย พอลมพัดมาก็ฟื้นมาโดนแทงอีก เป็นอย่างนี้อีกไม่รู้ว่านานเท่าไร รู้แต่ว่า นานแสนนาน กว่าจะได้กลับมาเกิดใหม่ แต่เพราะสำนึกเฮือกสุดท้ายก่อนตายนี่เอง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คือได้ตรัสรู้ธรรม ในอนาคตอันยาวนานข้างหน้า
ถ้ามือดี เท้าดี อย่าดูถูกตัวเองด้วยการเป็นขอทานเลยครับ งานสุจริตยังมีให้ทำอีกเยอะอย่างน้อย ขวดน้ำขุ่น ๆ กระป๋องเปล่า ๆ กิโลหนึ่งก็หลายบาทอยู่ ทางเลือกยังมีครับ แต่ถ้าถูกบังคับให้มาขอทานละก็ นับว่าเป็นเวรเป็นกรรม เป็นผลของกรรมที่ตามมาก็แล้วกัน อย่าไปผูกเวรผูกอาฆาต หรือผูกพยาบาท ให้อโหสิกรรมให้หมด และอธิษฐานด้วยว่าสิ่งเลว ๆ ขอให้มาในชาตินี้ให้หมด ( ไหน ๆ ก็ลำบากแล้วนี่ ) ชาติต่อ ๆ ไป ให้เหลือแต่สิ่งดี ๆ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน
องค์ที่ ๓ ขอทานกับสังคม
ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเจริญแค่ไหน ก็ต้องมีขอทาน จะมาก จะน้อย แตกต่างกัน เพราะว่ากรรมที่ทำมาในชาติปางก่อน ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ามองว่าการมีขอทานทำให้สังคมดูแย่ลง ก็หันมาร่วมมือกัน เรื่องอย่างนี้แก้ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องแก้หลาย ๆ ฝ่าย ต้องสร้างความรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ ต้องจัดการกับพวกที่ล่อลวง หรือบังคับคนอื่นมาขอทานสำคัญมากคือต้องกระจายรายได้ และความเจริญออกจากเมืองใหญ่ ๆ ซะบ้าง ถ้าอยู่บ้านแล้วไม่อด คงไม่ต้องมาเป็นขอทานในเมืองถูกไหมครับ ( พูดเหมือนง่าย เลยนะ !! )
องค์ที่ ๔ ขอทานกิตติมศักดิ์
ไม่ใช่ใครอื่น พระภิกษุ นี้เอง คำว่า ภิกษุ มาจากคำบาลี ว่า ภิกฺขุ วิเคราะห์รากศัพท์แล้วแปลได้หลาย ๆ อย่าง อย่างหนึ่งแปลได้ว่า ผู้ขอ ( ภิกฺขติ สีเลนาติ ภิกขุ ผู้ใดย่อมขอเป็นปกติเหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ ) เพราะว่าพระต้องขอปัจจัย ๔ จากญาติโยม เพื่อการเลี้ยงชีวิตแต่การขอของพระนั้นขออย่างมีคุณธรรม คือ ไม่ขอ หมายถึง ไม่เอ่ยปากขอ อย่างมากก็แสดงอาการถือบาตรอย่างสงบอยู่หน้าบ้านใดบ้านหนึ่ง พอให้รู้ว่ามาบิณฑบาตแล้วเท่านั้น ถ้าจำเป็นต้องขอจริง ๆ ก็ขอได้เพียงกับญาติ และบุคคลที่ปวารณา คือ แจ้งให้พระท่านทราบล่วงหน้าว่าให้ขอได้
แต่ว่าพระขอแล้ว ไม่ใช่ขอเลย ต้องมีการแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนด้วยการเรียนธรรม ปฏิบัติธรรม และ แสดงธรรม อย่างนี้ถึงจะไม่เป็นโทษเป็นทุกข์กับตนเอง ยิ่งถ้าปฏิบัติก้าวหน้าจนจบกิจ พิชิตมาร ได้นิพพานขึ้นมาละก็ เป็นเนื้อนาบุญที่สุดในโลก คือ ใครทำบุญด้วยแม้เพียงน้อยนิด ก็จะได้รับผลบุญตอบมหาศาลทีเดียว
บุญรักษาครับ
๑๔ ส.ค. ๕๑
๑๕.๑๔ น.



![Good 2 Share [facebook group]](http://dhamweb.exteen.com/images/theme2009/FaceBook_32x32.png)






แล้วก็สงสัยว่า ทำไมเอาลูกตัวเองไปให้คนอื่น
ไปลำบากขนาดนั้น หรือเพราะเป็นกรรมเก่าของกัณหากับชาลี
หรือว่าเราอินมากไปสงสารกัณหากับชาลี
เลยพาลโกรธพระเวสสันดร
ช่วยให้ความกระจ่างด้วย นะคุณพี่
#1 By MANA Cross on 2008-08-28 13:02