ติสท์ ติสท์ ติสท์ แตก
posted on 27 Aug 2008 13:24 by dhamweb in dhamma
อารมณ์ยังไม่บรรเจิด เลยไม่เกิดผลงาน
เคยเป็นกันไหม อาการเบื่อ ๆ อยาก ๆ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร ทำให้คิดว่าทำแล้วคงออกมาไม่ดี
ก็เลยไม่ทำซะเลย
อาการอย่างที่ว่านี้เห็นเป็นกันเยอะครับ โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ อย่างเช่น วาดรูป แต่งหนังสือ แต่งเพลง
รวม ๆ ก็คือ งานศิลปะทั้งหลาย บางคนเลยตั้งชื่ออาการอย่างนี้ว่า "อารมณ์ศิลปิน" จะสร้างงานศิลปะทั้งทีต้อง
รอให้อารมณ์ศิลปินกลั่นตัว ตกตะกอน นอนก้น เสียก่อน ไม่งั้นทำอะไรไม่เป็นเลย บางทีนั่ง ๆ นอน ๆ รอติสท์เข้าสิง
จนจะถึงกำหนดส่งงานแล้ว ยังไม่ติสท์สักที ทำไงละทีนี้ เป็นไงเป็นกัน ไม่รอติสท์แล้ว ขืนรอติสท์ มีหวัง ติดเอฟ
หรือ มีหวังถูกเจ้านายแหวกอก ถ้ายังต้องเรียน หรือทำงานใต้คำสั่งของผู้อื่นอยู่
แต่ถ้าเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับแล้ว อย่าง "อาจารย์เฉลิมชัยสวรรค์ อาจารย์ถวัลย์นรก" แล้วละก็ จะติสท์
๓ ปีหน ก็ยังไหว เพราะงานของท่านชิ้นหนึ่งสามารถทำรายได้พอเลี้ยงชีพได้เป็นปี ๆ แล้วในบ้านเรามีกี่คนที่เป็น
อย่างพวกท่าน
ไม่ได้ตั้งใจบอกให้ทำงานศิลปะแบบเผา ๆ นะครับ แต่อยากให้แยกแยะก่อน ว่าจะเป็นศิลปิน หรือจะหากิน ถ้า
มุ่งมั่นจะเป็นศิลปิน ก็ไม่มีปัญหา แค่ต้องยอมรับให้ได้กับทุกสภาพที่อาจเจอ ไม่ว่าผลงานไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีราย
ได้ ไม่มีคนชื่นชม หรือ ไส้แห้ง ต้องยอมรับให้ได้เพราะว่าเป็นหนทางที่เราเลือกเดินเอง แล้วก็ค่อยบ่มเพาะ ความ
สามารถ ประสบการณ์ สร้างสรรค์ผลงานต่อไป จนประสบความสำเร็จ ไม่แน่ต่อไปอาจได้ยินสมยานามว่า
"เฉลิมชัยสวรรค์ ถวัลย์นรก ดิลกผีเปรต" ก็ได้ ถ้าเกิดคนชื่อดิลก ดังเพราะผลงานวาดภาพผีเปรต
แต่ทั้งหมดนี้ หมายถึงพวก Fine Art นะครับ ถ้าลองเป็น Commercial Artหรือว่า Act Art [ act art (v., adv.
, adj.) = just acting like an artist ] แล้วละก็ มัวแต่ติสท์อยู่ คงจะไม่ทันกาล ไม่ทันกินแน่ ๆ สภาพเศรษฐกิจ
ทุกวันนี้เรียกว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่คนเร็วได้ปืน ๒ กระบอกครับ
งานการทุกอย่างไม่ให้คั่งค้างไว้เป็นดีที่สุด พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในมงคลสูตร อันเป็นที่รวมแห่งมงคลของ
ชีวิตทั้ง ๓๘ ประการ มีมงคลข้อหนึ่งว่า "อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง" แปลว่า "การงานไม่อากูล
เป็นมงคลอันสูงสุด" แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า "การงานไม่คั่งค้างเป็นเครื่องนำประโยชน์สุขมาให้อย่างสูงสุด"
ไม่ว่างานอะไรก็ตามทั้งทางโลก และทางธรรม ถ้ามีที่ต้องทำแล้วปล่อยให้คั่งค้างไว้ เป็นไม่ดีทั้งนั้น ยิ่งคั่งค้างด้วย
ความเกียจคร้านด้วยละก็ยิ่งแย่เลยครับ คนเกียจคร้านดูง่าย ๆ ครับ มีงานอะไรให้ทำมักมีข้ออ้างเสมอ ๆ อ้างอย่าง
นู้น อ้างอย่างนี้ ในสมัยพุทธกาล เขาอ้างกัน ๖ ประการคือ อ้างว่า หนาวไป ร้อนไป เย็นแล้ว เช้าอยู่ หิวนัก กระหายนัก
เลยยังไม่ทำงาน ล่วงมาสองพันกว่าปี อาจมีข้อ ๗ อ้างว่ายังไม่ติสท์เพิ่มอีกอย่าง
ระวังติสท์มาก ๆ จะ "ติสท์แตก" นะครับ
บุญรักษาครับ
๗ ส.ค. ๕๑
๑๔.๒๙ น.
เคยเป็นกันไหม อาการเบื่อ ๆ อยาก ๆ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร ทำให้คิดว่าทำแล้วคงออกมาไม่ดี
ก็เลยไม่ทำซะเลย
อาการอย่างที่ว่านี้เห็นเป็นกันเยอะครับ โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ อย่างเช่น วาดรูป แต่งหนังสือ แต่งเพลง
รวม ๆ ก็คือ งานศิลปะทั้งหลาย บางคนเลยตั้งชื่ออาการอย่างนี้ว่า "อารมณ์ศิลปิน" จะสร้างงานศิลปะทั้งทีต้อง
รอให้อารมณ์ศิลปินกลั่นตัว ตกตะกอน นอนก้น เสียก่อน ไม่งั้นทำอะไรไม่เป็นเลย บางทีนั่ง ๆ นอน ๆ รอติสท์เข้าสิง
จนจะถึงกำหนดส่งงานแล้ว ยังไม่ติสท์สักที ทำไงละทีนี้ เป็นไงเป็นกัน ไม่รอติสท์แล้ว ขืนรอติสท์ มีหวัง ติดเอฟ
หรือ มีหวังถูกเจ้านายแหวกอก ถ้ายังต้องเรียน หรือทำงานใต้คำสั่งของผู้อื่นอยู่
แต่ถ้าเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับแล้ว อย่าง "อาจารย์เฉลิมชัยสวรรค์ อาจารย์ถวัลย์นรก" แล้วละก็ จะติสท์
๓ ปีหน ก็ยังไหว เพราะงานของท่านชิ้นหนึ่งสามารถทำรายได้พอเลี้ยงชีพได้เป็นปี ๆ แล้วในบ้านเรามีกี่คนที่เป็น
อย่างพวกท่าน
ไม่ได้ตั้งใจบอกให้ทำงานศิลปะแบบเผา ๆ นะครับ แต่อยากให้แยกแยะก่อน ว่าจะเป็นศิลปิน หรือจะหากิน ถ้า
มุ่งมั่นจะเป็นศิลปิน ก็ไม่มีปัญหา แค่ต้องยอมรับให้ได้กับทุกสภาพที่อาจเจอ ไม่ว่าผลงานไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีราย
ได้ ไม่มีคนชื่นชม หรือ ไส้แห้ง ต้องยอมรับให้ได้เพราะว่าเป็นหนทางที่เราเลือกเดินเอง แล้วก็ค่อยบ่มเพาะ ความ
สามารถ ประสบการณ์ สร้างสรรค์ผลงานต่อไป จนประสบความสำเร็จ ไม่แน่ต่อไปอาจได้ยินสมยานามว่า
"เฉลิมชัยสวรรค์ ถวัลย์นรก ดิลกผีเปรต" ก็ได้ ถ้าเกิดคนชื่อดิลก ดังเพราะผลงานวาดภาพผีเปรต
แต่ทั้งหมดนี้ หมายถึงพวก Fine Art นะครับ ถ้าลองเป็น Commercial Artหรือว่า Act Art [ act art (v., adv.
, adj.) = just acting like an artist ] แล้วละก็ มัวแต่ติสท์อยู่ คงจะไม่ทันกาล ไม่ทันกินแน่ ๆ สภาพเศรษฐกิจ
ทุกวันนี้เรียกว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่คนเร็วได้ปืน ๒ กระบอกครับ
งานการทุกอย่างไม่ให้คั่งค้างไว้เป็นดีที่สุด พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในมงคลสูตร อันเป็นที่รวมแห่งมงคลของ
ชีวิตทั้ง ๓๘ ประการ มีมงคลข้อหนึ่งว่า "อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง" แปลว่า "การงานไม่อากูล
เป็นมงคลอันสูงสุด" แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า "การงานไม่คั่งค้างเป็นเครื่องนำประโยชน์สุขมาให้อย่างสูงสุด"
ไม่ว่างานอะไรก็ตามทั้งทางโลก และทางธรรม ถ้ามีที่ต้องทำแล้วปล่อยให้คั่งค้างไว้ เป็นไม่ดีทั้งนั้น ยิ่งคั่งค้างด้วย
ความเกียจคร้านด้วยละก็ยิ่งแย่เลยครับ คนเกียจคร้านดูง่าย ๆ ครับ มีงานอะไรให้ทำมักมีข้ออ้างเสมอ ๆ อ้างอย่าง
นู้น อ้างอย่างนี้ ในสมัยพุทธกาล เขาอ้างกัน ๖ ประการคือ อ้างว่า หนาวไป ร้อนไป เย็นแล้ว เช้าอยู่ หิวนัก กระหายนัก
เลยยังไม่ทำงาน ล่วงมาสองพันกว่าปี อาจมีข้อ ๗ อ้างว่ายังไม่ติสท์เพิ่มอีกอย่าง
ระวังติสท์มาก ๆ จะ "ติสท์แตก" นะครับ
บุญรักษาครับ
๗ ส.ค. ๕๑
๑๔.๒๙ น.



![Good 2 Share [facebook group]](http://dhamweb.exteen.com/images/theme2009/FaceBook_32x32.png)



ชวนทำบุญด้วยฝีมือ

