บริการทางเพศ ไม่ซื้อ (ก็) ไม่ขาย
posted on 27 Aug 2008 13:22 by dhamweb in dhamma
มีคำถามถามว่า
ธรรมะอะไรใช้ในการแก้ปัญหาโสเภณี หญิง-ชาย อาชีพโสเภณี หรือ
การขายบริการทางเพศ ท่านว่าเป็นอาชีพที่เก่าแก่ มีมานมนานแล้ว
แม้ในสมัยพระพุทธกาล เองก็มี โสเภณี ที่แปลตามสำนวนนักเรียนบาลีว่า
หญิงงามนคร หรือ หญิงงามเมือง ในสมัยนั้น เป็นอาชีพที่ไม่ได้เป็นกันง่าย
ๆ เพราะ ต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาทีเดียว
แถมผู้ที่เป็นหญิงงามเมืองในสมัยนั้น ยังสามารถบรรลุคุณธรรมชั้นสูง เช่น
นางสิริมา โสเภณีที่ได้ธรรมจักษุ บรรลุเป็นพระโสดาบัน
ลองมาคิดกันดูเรื่องการแก้ปัญหารการขายบริการทางเพศ ด้วยหลัก
เศรษฐศาสตร์พื้น ๆ สมมติว่าเราต้องการขายของสักอย่าง เราจะขายอะไร
แน่นอนว่าเราต้องขายสิ่งที่คนอื่น ต้องการซื้อ
ถ้าไม่มีความต้องการซื้อแล้วละก็ ของที่นำมาขาย ขายไม่ได้
คงต้องเลิกรากันไป หันไปทำอย่างอื่น ใช่ไหมครับ ด้วยทฤษฎีง่าย ๆ นี้
แทนที่เราจะหาธรรมะ มาแก้ปัญหาผู้ขาย
เราลองมาแก้ปัญหาด้วยการลดผู้ซื้อกันดูดีกว่า
ที่มีผู้ซื้อบริการทางเพศอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากต้องการ รูป เสียง กลิ่น
รส การถูกต้อง อย่างที่ตนเองคิดว่าดี มีความสุข แต่ก็เป็นความสุขแบบหลอก
ๆ ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ยั่งยืน แถมมีโทษมากอีกด้วย
การซื้อบริการทางเพศเป็นอันผิดศีลข้อนี้หรือไม่ ในศีลข้อที่ ๓
ของศีล ๕
ห้ามมิให้มีการล่วงละเมิดในคู่ครองของคนอื่น หรือผู้อยู่ในความปกครองของผู้
อื่น อย่างเช่น ภรรยาหรือ สามี ผู้อื่น ลูกในความดูแลปกครองของพ่อแม่
หรือว่าหญิงผู้มีอาชญา คือ พระราชากำหนดโทษผู้ที่ละเมิดต่อหญิงนั้นไว้
ในสมัยนางสิริมานั้น โสเภณี อย่างนางสิริมา ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้อง
ดังนั้น ผู้ที่ซื้อบริการจากนางจึงไม่ผิดในเรื่องการละเมิด แต่ปัจจุบัน
โสเภณี ไม่ใช่อาชีพที่ได้รับอนุญาต มีการกำหนดโทษผู้ขาย
และผู้ซื้อบริการไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ถือได้ว่าการซื้อบริการทางเพศ
เป็นการละเมิดศีลข้อที่ ๓ เต็ม ๆ ยิ่ง เป็นหญิง หรือ ชาย ที่ถูกล่อลวง
ถูกบังคับ ให้ขายบริการด้วยแล้ว ยิ่งแน่นอนว่าผิดแน่
ทีนี้ว่า ผิดศีลข้อ ๓ มีโทษอย่างไร โทษไม่ใช่น้อยเลยครับ โทษมากมาย แบ่งเป็น
๑ ปัจจุบันภพ เสียเงิน ซื้อของเสียเงินยังได้ของ
แต่นี่เสียเงินไปเปล่า ๆ สนุกแค่แว๊บเดียว
พอถึงวันจ่ายบัตรเครดิตก็หน้ามืด จ่ายขั้นต่ำอีกแล้ว เสียสุขภาพ
โรคประหลาด มากมายครับสมัยนี้ หรือปลอดโรค ก็ยังเสียสุขภาพอยู่ดี เช่น
ไปเที่ยวกลางคืน ก็เสียเวลานอน ไม่มีเวลาพักผ่อน เสียชื่อเสียง
เคยเห็นข่าวนักการเมืองต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะความแตกเรื่องเที่ยวโสเภณี
ไหมละครับ เสียครอบครัว ทางบ้านรู้เข้าบ้านแตกแน่ ฯลฯ
๒ ภพหน้า ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ต้องปีนต้นงิ้ว มีหนามแหลม
ปีนช้าก็ถูกยมบาลเอาหอกไล่แทง ปีนถึงยอด มีกาปากเหล็กคอยต้อนรับอยู่
แถมตกมายังมีสุนัขไล่งับอีก แค่นี้ก็ตายแล้ว ตายทรมานด้วย แต่ยังก่อน
ไม่ใช่เท่านั้น สัตว์นรกอยู่ได้ด้วยกรรม ถ้ากรรมยังไม่หมด แค่ลมพัด
ก็ฟื้นมาปีนกันต่ออีก
๓ ภพถัดไป หลังจากหมดกรรมในนรก ก็เป็นหน้าที่ของเศษกรรม
ลักษณะการสมสู่โดยไม่สนใจเรื่องคู่เขา เมียใคร เป็นลักษณะของสัตว์เดรัจฉาน
พวกนี้มันไม่สนใจหรอกครับ จะพ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา
มันสมสู่ได้หมด เพราะมันไม่สามารถแยกแยะได้ ทำไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น
เหมือนกันนักเที่ยวนั่นเอง ปล่อยให้สัญชาตญาณ นำหน้า
เอาความรู้ผิดรู้ถูกไปไว้ไหนหมด เมื่อเหมือนกันอย่างนี้
ก็เป็นที่เชื่อได้เลยว่า หลังจากหมดกรรมใหญ่ในนรกแล้ว เศษกรรม
ต้องนำมาเกิด เป็นสัตว์เดรัจฉานแน่ ดังธรรมภาษิตว่า " กัมมะโยนิ
เรามีกรรมเป็นกำเนิด กัมมะพันธุ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์"
๔ ภพถัด ๆ ไปอีก
ไม่รู้ว่าอีกกี่ภพที่จะพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉาน
แต่เมื่อถึงพบที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ละก็ ขั้นแรก ต้องเกิดเป็นหญิง ๕๐๐ ชาติ
ก่อน ผู้อ่านที่เป็นหญิง อาจติงว่า อ้าว เป็นหญิงมันผิดตรงไหน
ไม่ผิดหรอกครับ แถมสังเกตดู ผู้หญิงยังขยันทำความดีกว่าผู้ชายด้วยซ้ำไป
แต่ว่าเป็นหญิงแย่กว่าตรงที่ ต้องได้รับความทุกข์ทรมานมากกว่าผู้ชาย
อย่างน้อยก็ ๒ เรื่อง คือ ความทรมาน จากการมีรอบเดือน
คงไม่ต้องบอกนะครับว่าทรมานแค่ไหน กัน
ความทรมานจากการตั้งครรภ์ ผู้ชายที่มีภรรยาแล้วลองถามเธอดูนะครับ
ว่าเป็นไงบ้าง หรือเด็ก ๆ ลองถามคุณแม่ดูก็ได้ หลังจากที่เป็นหญิง ๕๐๐
ชาติ ได้โอกาสกลับมาเป็นชาย ต้องประสบเหตุให้ถูกตอน ๗ ชาติ
อ่านข่าวประเภทโดนภรรยาเจี๋ยน ยังไม่ชัดเจนว่ากรรมเก่า หรือกรรมใหม่ส่งผล
แต่ถ้าประเภท ประสบอุบัติเหตุ ต้องตัดส่วนนั้นทิ้ง นี่ชัดเจนมาก
สำนวนบาลีท่านว่า " ถูกถอนขึ้นซึ่งพืช " ครับ
นี่แค่คร่าวเท่านั้นนะครับ ยังไม่แจงละเอียดยิบ
แค่นี้ก็แหยง ไม่กล้าผิดศีลข้อกาเม ฯ แล้ว จริง ๆ ปัญหาสังคมทุกอย่าง
จะไม่มีถ้าทุกคนในสังคมรักษาศีล ๕ ถึงขนาดที่ว่า กฎหมาย
กลายเป็นสิ่งเกินความจำเป็นสำหรับสังคมนั้น ๆ ทีเดียว ปัญหาจริง ๆ
ความก้าวหน้าทางวัตถุ
และการรับเอาวัฒนธรรมของต่างประเทศมาใช้โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ
ทำให้ห่างวัดกันไปทุกที วันพระมีโยมมาทำบุญ ฟังธรรม ไม่เท่าไร
เพราะติดงาน วันพระไม่ตรงกับวันหยุด จริง ๆ ก็เราเอง ที่เอาวันหยุด
หนีวันพระ สมัยโบราณเขาหยุดกันวันโกนวันพระ เดี๋ยวนี้หยุดกัน
เสาร์อาทิตย์ เอาอย่างประเทศอื่นเขา ก็ว่ากันไป....
ท้าย ๆ นอกเรื่องหน่อย ถือว่าเป็นของแถมครับ
สาธุ บุญรักษาครับ
edit @ 27 Aug 2008 13:25:04 by mahaoath



![Good 2 Share [facebook group]](http://dhamweb.exteen.com/images/theme2009/FaceBook_32x32.png)



ชวนทำบุญด้วยฝีมือ

