อยากเป็นเทวดา (ไปทำไม)
posted on 27 Aug 2008 13:18 by dhamweb in dhamma
สมมติว่าเราเป็นคนป่า อยู่กันแบบป่า ๆ ในเพิงมุงใบไม้ ล่าสัตว์เป็นอาหาร ใช้
เครื่องไม้เครื่องมือแบบป่า ๆ จุดไฟด้วยก้อนหิน ล่าสัตว์ด้วยลูกดอก นุ่งใบไม้แทน
เสื้อผ้า แล้วบังเอิญไปเจอคนเมือง อยู่ตึกสูง ๓๐ ชั้น กินอาหารอย่างดี ใช้เตาแม่เหล็ก
ไฟฟ้า นุ่งห่มผ้าอย่างดี อาหารก็ซื้อหาเอา คงจะแปลกใจมาก และถ้ากลับเข้าป่าไป
เล่าให้คนในเผ่าฟัง คนไม่รู้ว่าจะอธิบายให้พวกฟังอย่างไร และพวกที่ฟังอย่างมากก็
คงจะเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง และความรู้สึกที่คนป่าเหล่านั้นมีต่อคนเมืองคงรู้สึกเหมือน
กับว่าคนเมืองเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้มีฤทธิ์ เป็นเทวดา
คนป่ากับคนเมือง ก็เหมือนกับมนุษย์กับเทวดาครับ เพราะเทวดาก็เหมือน ๆ กับ
มนุษย์นี่เอง มีการเกิด แก่ ตาย เหมือนกัน ต้องมีเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค
เหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่าคนละอย่างกันกับเรา อาหารที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะหาได้
เทียบกับอาหารทิพย์ของเทวดาแล้ว คงเหมือนกับอาหารของคนป่ากับอาหารของคน
เมือง บ้านสุดหรูของมนุษย์ คงเหมือนเพิงใบไม้ในสายตาเทวดา เครื่องใช้สอยอย่างอื่น
ก็เช่นเดียวกัน
บรรดาเทวดายังแบ่งเป็นระดับอีกหลายระดับ เริ่มจากภุมเทวดา อาศัยอยู่ในโลก
เราเช่น รุกขเทวดา พระภูมิ เจ้าที่ จตุมหาราชิกาเทวดา มี ๔ พวก คือ ครุฑ ยักษ์
คนธรรพ์ นาค ดาวดึงส์เทวดา อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีท้าวสักกะเป็นหัวหน้า มี
เทวดาผู้ใหญ่รวม ๓๓ องค์ ( ดาวดึงส์ มาจากคำว่า ตาวะติงสะ แปลว่า ๓๓ ) ยามา
เทวดา มีท้าวสุยามะ เป็นหัวหน้า ดุสิตเทวดา อยู่ชั้นดุสิต เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์
และพระพุทธมารดา นิมมานรดีเทวดา เทวดาชั้นนี้สามารถเนรมิตสิ่งต่าง ๆ ได้ ตาม
ที่ต้องการ และชั้นสูงสุด คือ ปรนิมมิตวัสวดีเทวดา ยิ่งกว่าชั้นก่อนหน้า คือ ต้องการ
อะไรไม่ต้องเนรมิตเอง แต่มีลูกน้องเนรมิตให้
เทวดามีหลายฝ่าย เรียกว่า ฝ่ายธรรมะ กับฝ่ายอธรรม หรือ ฝ่ายดี กับ ฝ่ายชั่ว ก็ได้
ฝ่ายดี มีความฝักใฝ่ในทางธรรม สร้างบุญสร้างกุศล ต้องการเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น หรือ
ไม่ก็ปรารถนาพระนิพพานไปเลย ฝ่ายชั่ว ก็เหมือนคนชั่วนั่นเอง คือ หลงมัวเมาอยู่
ในกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นทิพย์เอง แล้วยังคอยหลอกล่อ ให้ผู้อื่นติดกับด้วย อย่างเช่น
พญามารวัสวดี คู่ปรับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ จนสุดท้ายยังมาทูลขอ
ให้พระพุทธเจ้าเราทรงปลงอายุสังขาร คือ ทรงตัดสินพระทัยว่าจะเข้าสู่ปรินิพพาน
พญามารนี่ไม่ใช่เทวดาธรรมดา ๆ เป็นถึงเทวดาชั้นสูงสุด คือ ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวัสวดี
เป็นเทวดาไม่ได้ดีกว่าเป็นมนุษย์สักเท่าไรหรอกครับ เหมือนคนเมืองไม่ได้ดีกว่า
คนป่าครับ คนเมืองก็มีทุกข์ของคนเมือง คนป่าก็มีทุกข์ของคนป่า เทวดาก็มีทุกข์ของ
เทวดา โดยเฉพาะความที่ได้บริโภคแต่สิ่งที่เป็นทิพย์ ทำให้หลงติดอยู่ได้ง่าย เมื่อจะ
ต้องตาย ( เทวดาเรียกว่าจุติ แปลว่าเคลื่อน ) ละก็ เหมือนคนรวยเสียดายสมบัติเวลา
ใกล้ตาย มีทุกข์มากกว่าคนจน เผลอ ๆ คนจนมาก ๆ อาจยินดีด้วยซ้ำที่ต้องตาย
เทวดาไม่ได้เป็นอมตะ คือมีวันตาย หรือ ที่เรียกว่า จุติ จากเทวดาอาจกลับมาเป็น
มนุษย์ เป็นสัตว์ก็ได้ ลงนรกยังได้ เหตุที่เทวดาจะจุติมีอยู่ ๔ อย่างคือ หมดบุญ ต้อง
ลงมาอยู่ภพภูมิที่ต่ำกว่าเดิม หมดอายุ ต้องจุติขึ้นไปอยู่ภพที่สูงกว่าเดิม หมดอาหาร
แย่หน่อย เสพกามคุณ ๕ เพลิน ไม่บริโภคอาหาร ต้องตกสวรรค์ และสุดท้ายคือ โกรธ
เป็นเทวดาห้ามโกรธครับ โกรธแล้วตกสวรรค์เหมือนกัน
ถ้าเทวดาเป็นเรื่องธรรมดา ๆ อย่างที่ว่ามา แล้วพระพุทธเจ้าสอนเรื่องเทวดาทำไม
พระองค์ไม่ทรงสอนใครให้อยากเป็นเทวดาครับ แต่พระองค์สอนเรื่องของกรรม และ
ผลของกรรม ว่าผู้ที่ประพฤติอย่างนี้ อย่างนี้ ละโลกนี้ไปแล้ว ไปเป็นเทวดา ไปเป็น
พรหม ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือ ไปเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่อง
ธรรมดา ถ้ามนุษย์โลกอยู่ที่สยามสแควร์ นิพพานอยู่ที่ทองหล่อ พระองค์ทรงสอนให้ไป
นิพพาน ซึ่งต้องผ่านอโศก คือ เทวดา พระองค์ทรงสอนให้ไปทองหล่อ ไม่ได้สอนให้
ไปอโศก แต่เราไปเข้าใจผิดเองว่าไปอโศกดีแล้ว ตั้งเป้าหมายว่าจากสยาม จะไปแค่
อโศก ไปยังไงก็ไม่ถึงทองหล่อแน่ ๆ เหมือนชาวพุทธหลาย ๆ คน ตั้งเป้าหมายไว้แค่
ทำดีให้ได้ขึ้นสวรรค์ ยังหวังไปเกิดใหม่อยู่ ยังไม่หวังความไม่เกิด อย่างไรก็ยังไม่ได้
นิพพาน
ไปอโศก หรือ ไปเป็นเทวดานั้นไม่ยากเย็นอะไรเท่าไร จะลองยกตัวอย่างให้ดู เช่น
เรื่องของมฆมาณพ กับพวกรวม ๓๓ คน ได้ช่วยกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ สร้าง
ศาลาที่พักริมทาง ขุดสระน้ำไว้ให้คนเดินทางใช้สอย สร้างถนน หนทาง สะพาน ฯลฯ
ตายไปก็ไปเกิดเป็นท้าวมฆวะ หรือ พระอินทร์ หรืออีกชื่อคือ ท้าวสักกะที่บอกไว้ใน
ตอนต้นว่าเป็นหัวหน้าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาผู้ใหญ่ ๓๓ องค์ที่บอก ก็คือ มฆมาณพ
กับพวกรวม ๓๓ คน ที่ไปเกิดในภพนั้น ดังนั้นภพดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าดาวดึงส์ ที่แปล
ว่า ๓๓ หรือว่าค้างคาว ๕๐๐ ตัว ห้อยหัวฟังพระสวดพระอภิธรรม กำลังซึ้งกับทำนอง
สวด พลัดตกลงมาตาย ก็ไปเกิดเป็นเทวดา สุนัขตัวหนึ่งมีความรักเคารพในพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ( ผู้ตรัสรู้เอง แต่ไม่ได้สอนผู้อื่นให้รู้ตาม ) ตายไป ไปเกิดเป็นโฆสกเทพบุตรผู้
มีเสียงก้องกังวาลเพราะเคยเห่าไล่สัตว์ร้ายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า ( โฆสกเทพบุตรนี้ ตก
สวรรค์ มาเกิดเป็นโฆสกเศรษฐีเพราะเสพกามเพลิน ไม่กินข้าวปลาอาหาร )
มีคุณธรรมที่กล่าวถึงการไปเป็นเทวดาไว้ชัด ๆ คือ เรื่องเทวธรรม ปรากฏอยู่ในนิทาน
ชาดกเรื่องมหิสกุมาร ลองไปอ่านดูได้ ที่ พระไตรปิฎกออนไลน์ >>คลิ๊กที่นี่<< ในชาดก
( เรื่องที่เกี่ยวกับชาติก่อน ๆ ของพระพุทธเจ้า สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ ) สรุปได้ว่า ธรรม
ที่ทำให้เป็นเทวดาคือ หิริ ความละอายต่อการกระทำชั่ว และโอตตัปปะ ความเกรงกลัว
ต่อผลจากการทำบาป ถ้ามีคุณธรรม ๒ ประการนี้ประจำอยู่ในใจแล้วละก็ รับรองว่า
ไม่กล้าทำชั่ว ทำบาป แน่ ๆ เมื่อไปทำชั่ว ไม่ทำบาป สวรรค์จะไปไหนเสีย และที่ดีกว่า
นั้นคือ ถ้าคนทุกคนบนโลก มีหิริ ละอายชั่ว โอตตัปปะ เกรงกลัวบาป ละก็ การเบียด
เบียนกันก็ไม่มี โลกก็น่าอยู่ขึ้น สงบสุขขึ้น ดังนั้นธรรม ๒ ประการนี้ จึงได้อีกชื่อว่าเป็น
ธรรมที่คุ้มครองโลก ( โลกบาลธรรม )
การไปสวรรค์ ไปเป็นเทวดา ยังมีอีกหลาย ๆ วิธี แต่โดยสรุปคือ การสร้างบุญนั่นเอง
เป็นทางไปสู่สวรรค์ วิธีการสร้างบุญพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่ามี ๓ ทางด้วยกัน คือ
ทาน การให้ ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย และภาวนา คือ การทำสมาธิกับการเจริญ
ปัญญา โดยเฉพาะการให้ทาน และการรักษาศีล ทำให้เป็นเทวดาแน่ ๆ แต่การทำสมาธิ
กับการเจริญสติปัญญา นั้น ส่งผลสูงกว่า คือส่งผลไปได้ถึง พรหม และ นิพพาน
อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า เทวดา ก็ ธรรมดา ๆ เหมือน ๆ มนุษย์เรานี่เอง ถือซะว่า
เป็นผลพลอยได้ จากการมุ่งไปหาพระนิพพาน เหมือนไปทองหล่อ ต้องพลอยผ่านอโศก
ในทางธรรม ก็คล้าย ๆ กับทางโลก ทางโลกเช่นทางธุรกิจ ตั้งเป้าไว้สูง ถ้าสำเร็จก็ได้
ผลตอบแทนสูง ตั้งเป้าไว้ต่ำ ถึงสำเร็จก็ได้ผลตอบแทนต่ำ ทางธรรม ตั้งเป้าไปที่นิพพาน
พลาดพลังไปยังได้สวรรค์ ได้พรหม ถ้าตั้งเป้าแค่สวรรค์ ก็ได้แค่นั้นเอง แถมทางธรรม
ยังดีกว่าตรงที่ไม่มีขาดทุนด้วย เพราะบุญที่ทำ อย่างไรก็ต้องส่งผลดี ไม่เหมือนทางโลก
ลงทุนไปอาจขาดทุนได้ ทางธรรมเป็น No risk, High return ครับ เจ๋งไหมครับ
สงสัยเรื่องนี้ต้องมีภาค ๒ และ ภาค ๓ เกี่ยวกับพรหม และนิพพาน จะได้ตอบตัวเอง
ได้ว่าจะไปแค่ "อโศก" หรือจะไปให้ถึง "ทองหล่อ"
บุญรักษาครับ
๑๘ ส.ค. ๕๑
๑๔.๓๒ น.
เครื่องไม้เครื่องมือแบบป่า ๆ จุดไฟด้วยก้อนหิน ล่าสัตว์ด้วยลูกดอก นุ่งใบไม้แทน
เสื้อผ้า แล้วบังเอิญไปเจอคนเมือง อยู่ตึกสูง ๓๐ ชั้น กินอาหารอย่างดี ใช้เตาแม่เหล็ก
ไฟฟ้า นุ่งห่มผ้าอย่างดี อาหารก็ซื้อหาเอา คงจะแปลกใจมาก และถ้ากลับเข้าป่าไป
เล่าให้คนในเผ่าฟัง คนไม่รู้ว่าจะอธิบายให้พวกฟังอย่างไร และพวกที่ฟังอย่างมากก็
คงจะเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง และความรู้สึกที่คนป่าเหล่านั้นมีต่อคนเมืองคงรู้สึกเหมือน
กับว่าคนเมืองเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้มีฤทธิ์ เป็นเทวดา
คนป่ากับคนเมือง ก็เหมือนกับมนุษย์กับเทวดาครับ เพราะเทวดาก็เหมือน ๆ กับ
มนุษย์นี่เอง มีการเกิด แก่ ตาย เหมือนกัน ต้องมีเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค
เหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่าคนละอย่างกันกับเรา อาหารที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะหาได้
เทียบกับอาหารทิพย์ของเทวดาแล้ว คงเหมือนกับอาหารของคนป่ากับอาหารของคน
เมือง บ้านสุดหรูของมนุษย์ คงเหมือนเพิงใบไม้ในสายตาเทวดา เครื่องใช้สอยอย่างอื่น
ก็เช่นเดียวกัน
บรรดาเทวดายังแบ่งเป็นระดับอีกหลายระดับ เริ่มจากภุมเทวดา อาศัยอยู่ในโลก
เราเช่น รุกขเทวดา พระภูมิ เจ้าที่ จตุมหาราชิกาเทวดา มี ๔ พวก คือ ครุฑ ยักษ์
คนธรรพ์ นาค ดาวดึงส์เทวดา อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีท้าวสักกะเป็นหัวหน้า มี
เทวดาผู้ใหญ่รวม ๓๓ องค์ ( ดาวดึงส์ มาจากคำว่า ตาวะติงสะ แปลว่า ๓๓ ) ยามา
เทวดา มีท้าวสุยามะ เป็นหัวหน้า ดุสิตเทวดา อยู่ชั้นดุสิต เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์
และพระพุทธมารดา นิมมานรดีเทวดา เทวดาชั้นนี้สามารถเนรมิตสิ่งต่าง ๆ ได้ ตาม
ที่ต้องการ และชั้นสูงสุด คือ ปรนิมมิตวัสวดีเทวดา ยิ่งกว่าชั้นก่อนหน้า คือ ต้องการ
อะไรไม่ต้องเนรมิตเอง แต่มีลูกน้องเนรมิตให้
เทวดามีหลายฝ่าย เรียกว่า ฝ่ายธรรมะ กับฝ่ายอธรรม หรือ ฝ่ายดี กับ ฝ่ายชั่ว ก็ได้
ฝ่ายดี มีความฝักใฝ่ในทางธรรม สร้างบุญสร้างกุศล ต้องการเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น หรือ
ไม่ก็ปรารถนาพระนิพพานไปเลย ฝ่ายชั่ว ก็เหมือนคนชั่วนั่นเอง คือ หลงมัวเมาอยู่
ในกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นทิพย์เอง แล้วยังคอยหลอกล่อ ให้ผู้อื่นติดกับด้วย อย่างเช่น
พญามารวัสวดี คู่ปรับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ จนสุดท้ายยังมาทูลขอ
ให้พระพุทธเจ้าเราทรงปลงอายุสังขาร คือ ทรงตัดสินพระทัยว่าจะเข้าสู่ปรินิพพาน
พญามารนี่ไม่ใช่เทวดาธรรมดา ๆ เป็นถึงเทวดาชั้นสูงสุด คือ ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวัสวดี
เป็นเทวดาไม่ได้ดีกว่าเป็นมนุษย์สักเท่าไรหรอกครับ เหมือนคนเมืองไม่ได้ดีกว่า
คนป่าครับ คนเมืองก็มีทุกข์ของคนเมือง คนป่าก็มีทุกข์ของคนป่า เทวดาก็มีทุกข์ของ
เทวดา โดยเฉพาะความที่ได้บริโภคแต่สิ่งที่เป็นทิพย์ ทำให้หลงติดอยู่ได้ง่าย เมื่อจะ
ต้องตาย ( เทวดาเรียกว่าจุติ แปลว่าเคลื่อน ) ละก็ เหมือนคนรวยเสียดายสมบัติเวลา
ใกล้ตาย มีทุกข์มากกว่าคนจน เผลอ ๆ คนจนมาก ๆ อาจยินดีด้วยซ้ำที่ต้องตาย
เทวดาไม่ได้เป็นอมตะ คือมีวันตาย หรือ ที่เรียกว่า จุติ จากเทวดาอาจกลับมาเป็น
มนุษย์ เป็นสัตว์ก็ได้ ลงนรกยังได้ เหตุที่เทวดาจะจุติมีอยู่ ๔ อย่างคือ หมดบุญ ต้อง
ลงมาอยู่ภพภูมิที่ต่ำกว่าเดิม หมดอายุ ต้องจุติขึ้นไปอยู่ภพที่สูงกว่าเดิม หมดอาหาร
แย่หน่อย เสพกามคุณ ๕ เพลิน ไม่บริโภคอาหาร ต้องตกสวรรค์ และสุดท้ายคือ โกรธ
เป็นเทวดาห้ามโกรธครับ โกรธแล้วตกสวรรค์เหมือนกัน
ถ้าเทวดาเป็นเรื่องธรรมดา ๆ อย่างที่ว่ามา แล้วพระพุทธเจ้าสอนเรื่องเทวดาทำไม
พระองค์ไม่ทรงสอนใครให้อยากเป็นเทวดาครับ แต่พระองค์สอนเรื่องของกรรม และ
ผลของกรรม ว่าผู้ที่ประพฤติอย่างนี้ อย่างนี้ ละโลกนี้ไปแล้ว ไปเป็นเทวดา ไปเป็น
พรหม ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือ ไปเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่อง
ธรรมดา ถ้ามนุษย์โลกอยู่ที่สยามสแควร์ นิพพานอยู่ที่ทองหล่อ พระองค์ทรงสอนให้ไป
นิพพาน ซึ่งต้องผ่านอโศก คือ เทวดา พระองค์ทรงสอนให้ไปทองหล่อ ไม่ได้สอนให้
ไปอโศก แต่เราไปเข้าใจผิดเองว่าไปอโศกดีแล้ว ตั้งเป้าหมายว่าจากสยาม จะไปแค่
อโศก ไปยังไงก็ไม่ถึงทองหล่อแน่ ๆ เหมือนชาวพุทธหลาย ๆ คน ตั้งเป้าหมายไว้แค่
ทำดีให้ได้ขึ้นสวรรค์ ยังหวังไปเกิดใหม่อยู่ ยังไม่หวังความไม่เกิด อย่างไรก็ยังไม่ได้
นิพพาน
ไปอโศก หรือ ไปเป็นเทวดานั้นไม่ยากเย็นอะไรเท่าไร จะลองยกตัวอย่างให้ดู เช่น
เรื่องของมฆมาณพ กับพวกรวม ๓๓ คน ได้ช่วยกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ สร้าง
ศาลาที่พักริมทาง ขุดสระน้ำไว้ให้คนเดินทางใช้สอย สร้างถนน หนทาง สะพาน ฯลฯ
ตายไปก็ไปเกิดเป็นท้าวมฆวะ หรือ พระอินทร์ หรืออีกชื่อคือ ท้าวสักกะที่บอกไว้ใน
ตอนต้นว่าเป็นหัวหน้าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาผู้ใหญ่ ๓๓ องค์ที่บอก ก็คือ มฆมาณพ
กับพวกรวม ๓๓ คน ที่ไปเกิดในภพนั้น ดังนั้นภพดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าดาวดึงส์ ที่แปล
ว่า ๓๓ หรือว่าค้างคาว ๕๐๐ ตัว ห้อยหัวฟังพระสวดพระอภิธรรม กำลังซึ้งกับทำนอง
สวด พลัดตกลงมาตาย ก็ไปเกิดเป็นเทวดา สุนัขตัวหนึ่งมีความรักเคารพในพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ( ผู้ตรัสรู้เอง แต่ไม่ได้สอนผู้อื่นให้รู้ตาม ) ตายไป ไปเกิดเป็นโฆสกเทพบุตรผู้
มีเสียงก้องกังวาลเพราะเคยเห่าไล่สัตว์ร้ายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า ( โฆสกเทพบุตรนี้ ตก
สวรรค์ มาเกิดเป็นโฆสกเศรษฐีเพราะเสพกามเพลิน ไม่กินข้าวปลาอาหาร )
มีคุณธรรมที่กล่าวถึงการไปเป็นเทวดาไว้ชัด ๆ คือ เรื่องเทวธรรม ปรากฏอยู่ในนิทาน
ชาดกเรื่องมหิสกุมาร ลองไปอ่านดูได้ ที่ พระไตรปิฎกออนไลน์ >>คลิ๊กที่นี่<< ในชาดก
( เรื่องที่เกี่ยวกับชาติก่อน ๆ ของพระพุทธเจ้า สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ ) สรุปได้ว่า ธรรม
ที่ทำให้เป็นเทวดาคือ หิริ ความละอายต่อการกระทำชั่ว และโอตตัปปะ ความเกรงกลัว
ต่อผลจากการทำบาป ถ้ามีคุณธรรม ๒ ประการนี้ประจำอยู่ในใจแล้วละก็ รับรองว่า
ไม่กล้าทำชั่ว ทำบาป แน่ ๆ เมื่อไปทำชั่ว ไม่ทำบาป สวรรค์จะไปไหนเสีย และที่ดีกว่า
นั้นคือ ถ้าคนทุกคนบนโลก มีหิริ ละอายชั่ว โอตตัปปะ เกรงกลัวบาป ละก็ การเบียด
เบียนกันก็ไม่มี โลกก็น่าอยู่ขึ้น สงบสุขขึ้น ดังนั้นธรรม ๒ ประการนี้ จึงได้อีกชื่อว่าเป็น
ธรรมที่คุ้มครองโลก ( โลกบาลธรรม )
การไปสวรรค์ ไปเป็นเทวดา ยังมีอีกหลาย ๆ วิธี แต่โดยสรุปคือ การสร้างบุญนั่นเอง
เป็นทางไปสู่สวรรค์ วิธีการสร้างบุญพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่ามี ๓ ทางด้วยกัน คือ
ทาน การให้ ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย และภาวนา คือ การทำสมาธิกับการเจริญ
ปัญญา โดยเฉพาะการให้ทาน และการรักษาศีล ทำให้เป็นเทวดาแน่ ๆ แต่การทำสมาธิ
กับการเจริญสติปัญญา นั้น ส่งผลสูงกว่า คือส่งผลไปได้ถึง พรหม และ นิพพาน
อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า เทวดา ก็ ธรรมดา ๆ เหมือน ๆ มนุษย์เรานี่เอง ถือซะว่า
เป็นผลพลอยได้ จากการมุ่งไปหาพระนิพพาน เหมือนไปทองหล่อ ต้องพลอยผ่านอโศก
ในทางธรรม ก็คล้าย ๆ กับทางโลก ทางโลกเช่นทางธุรกิจ ตั้งเป้าไว้สูง ถ้าสำเร็จก็ได้
ผลตอบแทนสูง ตั้งเป้าไว้ต่ำ ถึงสำเร็จก็ได้ผลตอบแทนต่ำ ทางธรรม ตั้งเป้าไปที่นิพพาน
พลาดพลังไปยังได้สวรรค์ ได้พรหม ถ้าตั้งเป้าแค่สวรรค์ ก็ได้แค่นั้นเอง แถมทางธรรม
ยังดีกว่าตรงที่ไม่มีขาดทุนด้วย เพราะบุญที่ทำ อย่างไรก็ต้องส่งผลดี ไม่เหมือนทางโลก
ลงทุนไปอาจขาดทุนได้ ทางธรรมเป็น No risk, High return ครับ เจ๋งไหมครับ
สงสัยเรื่องนี้ต้องมีภาค ๒ และ ภาค ๓ เกี่ยวกับพรหม และนิพพาน จะได้ตอบตัวเอง
ได้ว่าจะไปแค่ "อโศก" หรือจะไปให้ถึง "ทองหล่อ"
บุญรักษาครับ
๑๘ ส.ค. ๕๑
๑๔.๓๒ น.



![Good 2 Share [facebook group]](http://dhamweb.exteen.com/images/theme2009/FaceBook_32x32.png)



ชวนทำบุญด้วยฝีมือ


(เป็นหนูจำไมอีกแล้ว
แล้วงี้ เทวดาสะสมบุญยังไงหรือท่าน
แล้วมีมั้ยแบบว่า สะสมบุญไปเรื่อยๆ เป็นเทวดาไปเรื่อยๆ
#1 By MANA Cross on 2008-08-28 12:50